Categories
BLOG

นิสชินเดินหน้าเปิดตัวอาหารอวกาศรุ่นใหม่ ถึงอยู่นอกโลกก็ลิ้มรสบะหมี่นิสชินได้!

บริษัทนิสชินที่เรารู้จักกันในนามต้นตำรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขอไม่หยุดเพียงแค่การผลิตอาหารให้คนบนโลกทานเท่านั้น แต่เล่นใหญ่ไปถึงอวกาศด้วยการเปิดตัวข้าวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในรูปแบบอาหารอวกาศชนิดใหม่ 4 ชนิด โดยได้รับการรับรองจากองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น (JAXA) ให้เป็นอาหารอวกาศประเภทอาหารญี่ปุ่นไปเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้นิสชินก็เคยเปิดตัวอาหารอวกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ 3 ชนิด ทำให้ตอนนี้มีอาหารอวกาศที่นิสชินเป็นผู้พัฒนารวมทั้งสิ้น 7 ชนิด โดยอาหารอวกาศรุ่นใหม่นี้จะถูกส่งไปยังอวกาศในฐานะสัมภาระของโซอุจิ โนงุจิ นักบินอวกาศที่จะถูกส่งไปปฏิบัติงานที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

เพื่อสืบต่อความฝันของ โมโมฟุกุ อันโดะ ผู้ก่อตั้งบริษัทนิสชินที่อยากจะพัฒนาอาหารอวกาศ ทำให้ในปี 2001 นิสชินเริ่มการวิจัยและพัฒนาอาหารอวกาศร่วมกับ JAXA จนประสบความสำเร็จในการพัฒนาบะหมี่อวกาศเป็นครั้งแรกของโลกในชื่อ “Space Ram” โดยบะหมี่อวกาศดังกล่าวได้ถูกส่งไปยังอวกาศเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2005

ต่อมาในเดือนมิถุนายนปี 2007 อาหารอวกาศประเภทบะหมี่ญี่ปุ่น 3 ชนิด ได้แก่ บะหมี่รสโชยุ รสซีฟู้ด และรสแกงกะหรี่ ก็ได้รับการรับรองให้เป็นอาหารอวกาศประเภทอาหารญี่ปุ่นจาก JAXA อย่างเป็นทางการ ซึ่งในตอนนี้บะหมี่ทั้ง 3 ชนิดได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น Nissin Space Cup Noodle, Nissin Space Sea Food Noodle และ Nissin Space Cup Noodle Curry

 

โดยอาหารอวกาศชนิดใหม่ 4 ชนิดที่ได้รับการรับรองในครั้งนี้ประกอบไปด้วย Nissin Space Chicken Noodle, Space Yakisoba U.F.O, Nissin Space Keema Curry Rice, Nissin Space Hayashi Rice สำหรับ U.F.O. ที่เป็นบะหมี่ยากิโซบะชื่อดังของนิสชินได้ถูกพัฒนาเป็นอาหารอวกาศ เพราะนักบินอวกาศโซอุจิ โนงุจิเคยบอกว่า อยากกินยากิโซบะของโปรดที่อวกาศบ้าง

อาหารอวกาศประเภทอาหารญี่ปุ่นจะต้องเป็นอาหารที่ได้รับการรองรับจาก JAXA ว่าได้มาตรฐานตามเกณฑ์การเป็นอาหารสำหรับทานในอวกาศเท่านั้น ซึ่งบะหมี่และข้าวของนิสชินที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นอาหารอวกาศน้ันสามารถคืนรูปด้วยการเติมน้ำร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 70℃ ซึ่งเป็นอุณภูมิที่สามารถต้มน้ำได้ภายใน ISS ในส่วนของอาหารประเภทเส้นนั้น ทางนิสชินได้ปรับให้เส้นจับตัวกันเป็นก้อนแม้ต้มด้วยน้ำร้อนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นกระจัดกระจายแบบไร้ทิศทางเมื่ออยู่ในอวกาศ ส่วนน้ำซุปและซอสก็ถูกทำให้เหนียวข้นขึ้นเพื่อไม่ให้ฟุ้งกระจายในสภาวะไร้น้ำหนัก โดยยากิโซบะ U.F.O ได้รับการปรับสูตรให้ดูดซับน้ำเข้าไปในเส้นโดยไม่จำเป็นต้องเทน้ำทิ้ง    สล็อตเว็บตรง

นิสชินเดินหน้าเปิดตัวอาหารอวกาศรุ่นใหม่
นิสชินเดินหน้าเปิดตัวอาหารอวกาศรุ่นใหม่

Categories
BLOG

รู้จัก “โฮโซโนะ คาโยะ” ประธานฯ รุ่นที่สีของ Akebono ร้านขนมญี่ปุ่นชื่อดังเก่าแก่ย่านกินซ่า

“Ginza Akebono” (銀座あけぼの) เป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 ในย่านกินซ่า ท่านใดที่เคยได้ไปญี่ปุ่นอาจเคยเห็นชั้นขายที่มีขนมไดฟุกุแสนอร่อย และขนมญี่ปุ่นตามฤดูกาลของ Akebono วางเรียงรายอยู่ชั้นใต้ดินตามห้างสรรพสินค้า เป็นขนมที่ดูแล้วรู้สึกอ่อนโยนและสง่างาม ทั้งยังเป็นของฝากยอดนิยมของคนญี่ปุ่นอีกด้วย

 

คุณโฮโซโนะ คาโยะ (細野 佳代) ประธานฯ รุ่นที่สี่นั้น เป็นผู้รับช่วงกิจการต่อจากคุณพ่อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ลองมาดูกันว่าในฐานะที่เป็น “ทายาทหญิง” คุณโฮโซโนะได้เจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง และเอาชนะอุปสรรคต่างๆ มาได้อย่างไร

“แรกเริ่มตอนที่ฉันเข้ารับตำแหน่งนั้น ฉันคิดว่าประธานบริษัทจะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงบริษัท แต่บริษัทของเรานั้นเกิดจากประวัติความเป็นมาที่สั่งสมกันมา เมื่อรู้ตรงนี้แล้ว ก็เลยหันมาคิดว่า เราควรจะต่อยอดอะไรให้เพิ่มพูนขึ้นไปจากสิ่งที่เป็นรากฐานที่สร้างโดยคนรุ่นก่อนๆ”

ทุกวันนี้คุณโฮโซโนะเป็นผู้นำของพนักงานเกือบ 400 คน ร้านค้าราว 80 แห่งทั่วประเทศ แต่ว่าแต่ก่อนนั้น อย่าว่าแต่จะคิดเรื่องรับช่วงสืบทอดบริษัทเลย ยังเคยคิดว่าจะไปหางานทำที่อื่นก่อน แต่งงานแล้วค่อยมาทำงานกับที่บ้านด้วยซ้ำ

“แต่พอเข้ามาทำงานที่บริษัทของที่บ้าน ก็เริ่มรู้สึกว่าการทำงานในโรงงานครั้งแรกมันก็สนุกดี แต่ก็รู้สึกช๊อกว่าเมื่อเทียบกับรุ่นพี่แล้วฉันทำอะไรไม่เป็นเลย ฉันก็คิดว่าจะต้องพัฒนาตัวเองให้ได้ไวๆ แค่ไวขึ้นหนึ่งวันก็ยังดี”

“พนักงานโรงงานที่ฉันได้เข้าไปทำงานตอนนั้นราวครึ่งหนึ่งเป็นผู้พิการทางปัญญา ฉันคิดว่าฉันน่าจะช่วยทุกคนได้ แต่พนักงานใหม่อย่างฉันกลายเป็นว่าไม่ได้ช่วยเหลืออะไรรุ่นพี่อาวุโสได้เลย (หัวเราะ) ก็รู้สึกเจ็บใจว่า เราคงดูแคลนงานมากเกินไป”

“เพื่อให้ตามรุ่นพี่ทัน ก็เริ่มหัดทำขนมญี่ปุ่นทุกวันๆ ปกติฉันเป็นคนประเภทที่กระตือรือร้นถ้ามีเป้าหมาย ก็เลยพัฒนาตัวเองได้เร็ว พอค่อยๆ เริ่มทำงานได้นิดหน่อยแล้ว ฉันก็เริ่มรู้สึกถึงความสุขของการทำงานและความยินดีที่มีคนซื้อขนมที่ฉันเป็นคนทำ”

ในขณะที่พนักงานใหม่ส่วนใหญ่มักถูกให้ไปอยู่ที่หน้าร้าน แต่มีคุณโฮโซโนะอยู่คนเดียวที่ถูกให้ไปทำงานที่โรงงาน พ่อของคุณโฮโซโนะไม่ได้ว่าจะโอ๋ลูกสาวเลย ตรงกันข้าม ยังพูดแรงๆ ว่า “ตั้งใจทำงานหน่อยจะได้ดูแลโรงงานได้” บางทีก็โดนดุด่าด้วยซ้ำ แต่เพราะตรงนี้คุณโฮโซโนะจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำงานโดยให้ลูกค้าพึงพอใจในขณะที่กำไรก็ยังได้ด้วย หลังจากนั้น แม้ว่าจะแต่งงานแต่ก็ไม่ได้ลาออกจากบริษัทของที่บ้าน ก็ยังทำงานแล้วก็เขยิบขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นผู้จัดการร้าน ผู้จัดการแผนกแผนงาน ผู้จัดการฝ่ายขาย ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ จนถึงกรรมการบริษัท

แต่ทว่า แต่ไหนแต่ไรคุณโฮโซโนะในฐานะที่เป็นพี่สาวคนโตซึ่งมีน้องสาวอีกสองคนและน้องชายคนสุดท้องอีกคน ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะเป็นผู้สืบทอดกิจการเลย เพราะปู่ย่าและพ่อมักพูดเสมอว่าจะให้น้องชายรับช่วงสืบทอด

สมัยนั้น ผู้หญิงยังไม่มีบทบาทในกิจการงานต่างๆ เหมือนอย่างสมัยนี้ ความคิดที่ว่าผู้สืบทอดต้องเป็นผู้ชายก็ยังฝังรากลึก แต่ทว่า ในปี พ.ศ. 2547 เมื่อคุณโฮโซโนะทานอาหารกลางวันกับคุณพ่อผู้เป็นประธานฯ ในขณะนั้น ประธานฯ ก็พูดว่า “หลังจากนี้ฉันจะประกาศให้เธอจะเป็นประธานฯ ในฤดูกาลหน้า” เมื่อคุณโฮโซโนะแปลกใจและถามว่าทำไม คำตอบคือ “ยุคสมัยต่อจากนี้ไป ให้ผู้หญิงเป็นประธานฯ มันน่าจะมีอะไรใหม่ๆ มากกว่า”

ในการประชุมคณะกรรมการ คุณโฮโซโนะต้องประหลาดใจอีกคำรบหนึ่ง เพราะคุณพ่อไม่ได้ปรึกษาใครเกี่ยวกับการสืบทอดกิจการเลย และกรรมการบริษัททุกคนรวมทั้งน้องชายและบรรดาญาติๆ เมื่อได้ยินก็พากันเหวอไปหมด “ทุกคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นฉัน” คุณโฮโซโนะเล่าพร้อมกับหัวเราะ แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังจากเข้ารับตำแหน่งมันเป็นอย่างไร แล้วผ่านตรงนั้นมาได้อย่างไร?

 

อุปสรรคอย่างแรกคือการต่อต้านภายใน โดยที่คุณพ่อเป็นผู้บริหารประเภทผู้นำที่มีบารมี พนักงานหลายคนที่โหยหาประธานฯ รุ่นก่อนจะพูดว่า “สมัยประธานคนก่อนก็ดีอยู่แล้ว” แต่ทว่าคุณโฮโซโนะเองก็เคารพแนวทางการบริหารงานของคุณพ่อเช่นกัน จึงไม่พยายามบังคับให้ใครเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดตรงนี้

อุปสรรคอย่างที่สองคือยุคสมัย สมัยประธานฯ คนก่อน ยุคนั้นแค่สินค้าเป็นของดียังไงก็ขายได้ แต่ยุคนี้สมัยนี้ วิธีการขายก็ดี การบริการลูกค้าก็ดี ต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปด้วย ก็เอาประสบการณ์ในงานขายและงานวางแผนผลิตภัณฑ์มาใช้ แต่ด้วยความที่ยังรักษาปรัชญาและคุณภาพไว้เป็นอย่างดี ลูกค้าและพนักงานจึงไม่หนีไปไหน

อุปสรรคอย่างที่สามคือความหยิ่งทะนงของพนักงานอาวุโส พนักงานที่เป็นคนเก่าคนแก่และช่างฝีมือหลายคนเป็นผู้ชาย และการที่คุณโฮโซโนะบางทีก็พูดตรงเกินไป ทำให้ในบางครั้งความสัมพันธ์กับพนักงานก็แย่ลง ก็เลยต้องพยายามเปลี่ยนวิธีการพูด จากการพูดว่า “ต้องทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้” เป็น “การปรึกษาหารือ” แทน คือหันมาเปลี่ยนตัวเอง การพูดคุยก็ไปในทิศทางที่ดีขึ้น

“ถ้าคุณพ่อของฉันเป็นผู้นำที่มีบารมี ฉันก็คงเป็นคนจำพวกประนีประนอม คุณย่าผู้ซึ่งตั้งบริษัทมาด้วยกันคุณปู่นั้นเป็นคนใจดีและเป็นเหมือนแม่ของพนักงานทุกคน ดังนั้นถ้าเอาจุดแข็งของทั้งคุณพ่อและคุณย่าของฉันมารวมกัน นี่จะเป็นรูปแบบในอุดมคติเลยทีเดียว”

 

“ตอนนี้ฉันเพิ่งเสร็จงานใหญ่หนึ่งงานในฐานะผู้สืบทอด เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งบริษัท เราได้กำหนดทิศทางของบริษัทขึ้นใหม่และประกาศพันธกิจใหม่แก่พนักงานทุกคน ซึ่งมันเป็นการมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งและสำรวจ “รากฐานของ Akebono” ที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน”

“พันธกิจใหม่คือ “ทำให้ Ginza Akebono เป็นบริษัทที่ขยายห่วงโซ่ของความสุข” ฉันหวังให้ผู้คนใช้ขนม Akebono เป็นเครื่องถ่ายทอดความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อคนสำคัญ แล้วให้ห่วงโซ่นี้แผ่ขยายข้ามพรมแดนของประเทศและชั่วรุ่นของคน”

ปรัชญาของ Akebono ที่มีมาแต่เก่าก่อนคือ “ขนมเติมเต็มหัวใจไม่ใช่กระเพาะอาหาร” จากพันธกิจใหม่ของคุณโฮโซโนะ ชวนให้รู้สึกถึงการเติมเต็มหัวใจของผู้คนจำนวนมากขึ้น และหัวใจของผู้ที่อยู่ในภายภาคหน้า ในขณะเดียวกันนี่จะเป็นคำประกาศที่ทรงพลังว่า “จะทำให้บริษัทเป็นบริษัทที่จะสร้างประวัติศาสตร์ต่อไป”

การสร้างพันธกิจใหม่นั้นอาศัยคำแนะนำจากใครบางคนที่ว่า “บริษัทเป็นสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการพยายามเปลี่ยนแปลงปัจจุบันโดยไม่เข้าใจอดีตจะไม่เกิดผล” จากคำพูดดังกล่าว คุณโฮโซโนะจึงต้องฟังเรื่องราวของประวัติและปรัชญาของบริษัทฯ จากคุณพ่อเสียก่อน แต่ด้วยความที่มีช่องว่างระหว่างสิ่งที่คุณพ่อต้องการทำกับสิ่งที่คุณโฮโซโนะทำ ก็เลยมักจะต้องได้ปะทะกัน บางทีคุณพ่อก็ว่า “สมัยฉันฉันก็ทำแบบนี้” แต่ที่โมโหไป ก็เข้าใจว่าเพราะอยากทำบริษัทให้มันดี แต่เมื่อพันธกิจใหม่ถูกสร้างเสร็จแล้ว…    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

“สำหรับพันธกิจใหม่นั้น คุณพ่อ น้องชาย และญาติๆ ของฉันยังกล่าวอีกว่า “แนวคิดตั้งแต่ครั้งก่อตั้งยังคงได้รับความสำคัญ” ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ในที่สุดพวกเราก็เป็นหนึ่งเดียวกัน”

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อ่านแล้วเป็นอะไรที่น่าศึกษาใช่ไหมครับ? คนเรานั้น ไม่ว่าเราจะตั้งใจมาก่อนหรือไม่ก็ตาม การที่เรามีความตั้งใจทำงาน ตั้งใจทำให้ดี พัฒนาตัวเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อสร้างสรรค์ปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีขึ้น เรียนรู้รอบด้านไปถึงเรื่องการวางตัว การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งดีๆ เหล่านี้ไม่ใช่แค่กับนักธุรกิจเท่านั้น นักเรียนนักศึกษา คนทำงาน ก็น่าเอาเรื่องราวชีวิตของคุณโฮโซโนะมาศึกษาและประยุกต์ใช้ในชีวิตนะครับ พบกันใหม่สวัสดีครับ

Categories
BLOG

ความเป็นมาของเกี๊ยวซ่า และลำดับอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานพร้อมกับเกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่าเป็นเมนูอาหารที่คนญี่ปุ่นมักนึกถึง เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนจากเนื้อสัตว์ ผัก และแป้งที่ใช้ห่อ อีกทั้งยังหาซื้อหรือทำได้ง่าย มาดูความเป็นมาของเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่น และอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกับเกี๊ยวซ่ากันนะคะ

ความเป็นมาของเกี๊ยวซ่า

เกี๊ยวซ่า (餃子) มีต้นกำเนิดที่ประเทศจีนจากชาวพื้นเมืองของแคว้นแมนจูเรีย และเริ่มเผยแพร่ทั่วประเทศจีนในช่วงราชวงศ์หมิงหรือราวปีค.ศ. 1368 เป็นต้นมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี 1945 ทหารญี่ปุ่นผู้เคยไปประจำการในแคว้นแมนจูเรียทำเกี๊ยวซ่าขึ้นเป็นครั้งแรกเพราะติดใจในรสชาติเกี๊ยวซ่าที่เคยไปรับประทาน หลังจากนั้นเกี๊ยวซ่าก็กลายเป็นเมนูอาหารที่เสิร์ฟพร้อมกับราเม็ง และคนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักและนิยมเกี๊ยวซ่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แม้จะรับอิทธิพลมาจากจีนแต่เกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นจะมีรสชาติและวิธีการนำมารับประทานที่แตกต่างกัน โดยเกี๊ยวซ่าจีนจะไม่ใส่กระทียมและรับประทานโดยวิธีการนึ่งหรือต้มในน้ำซุป หรือหากจะย่างก็นำที่ต้มเสร็จแล้วมาย่าง ส่วนเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นจะใส่กระเทียมและนำเกี๊ยวซ่าดิบมาย่างบนน้ำมันเล็กน้อย ปัจจุบันมีการดัดแปลงไส้เกี๊ยวซ่าหลากหลายชนิดรวมถึงความบางและหนาของแผ่นแป้งที่ใช้ห่อ ทำให้มีร้านอาหารและแฟรนไชส์เกี๊ยวซ่าอร่อยมากมาย นอกจากนี้ยังหาซื้อเกี๊ยวซ่าทั้งในรูปที่ดิบและสุกได้ง่ายจากซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารจีนทั่วไปในญี่ปุ่น

อันดับอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานพร้อมกับเกี๊ยวซ่า

เมื่อเริ่มแรกคนญี่ปุ่นเสิร์ฟเกี๊ยวซ่าพร้อมกับราเมน แต่ปัจจุบันได้มีการสำรวจความชอบของคนญี่ปุ่นพบว่าลำดับอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานกับเกี๊ยวซ่ามีดังนี้คือ

อันดับ 1 ข้าวสวย

อันดับ 2 ราเม็ง

อันดับ 3 ข้าวผัด

อันดับ 4 ซุปไข่

อันดับ 5 สลัดผัก

อันดับ 6 ถั่วงอกผัดหรือต้ม

อันดับ 7 กิมจิ

รับประทานเกี๊ยวซ่าถูกวิธีช่วยลดน้ำหนักได้

แม้เกี๊ยวซ่า 1 ชิ้นจะให้พลังงานประมาณ 50 กิโลแคลอรี่ แต่เกี๊ยวซ่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วนทั้งผัก (กุยช่าย กะหล่ำปลี เห็ดหอม หรือต้นหอมญี่ปุ่น) และเนื้อสัตว์ (หมูบด ไก่บด กุ้ง หรือปลา) ซึ่งหากรับประทานถูกวิธีก็จะช่วยลดน้ำหนักไปพร้อมกับสร้างความพึงใจของผู้ลดน้ำหนักด้วย โดยมีวิธีการรับประทานดังนี้คือ

รับประทานแทนข้าว

การรับประทานเกี๊ยวซ่ามื้อละ 12-13 ชิ้น จะให้พลังงานประมาณ 650 กิโลแคลอรี่  ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการ การเคี้ยวอย่างช้าๆ จะทำให้รู้สึกพึงใจและอิ่มนาน อีกทั้งการรับประทานเกี๊ยวซ่ากับผักต้มหรือสลัดผัก ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้ดี

เลือกวิธีปรุงและวัตถุดิบที่เหมาะสม

การเปลี่ยนวิธีปรุงเกี๊ยวซ่าจากทอดมาเป็นนึ่งหรือต้มจะช่วยลดปริมาณพลังงานต่อชิ้นของเกี๊ยวซ่าได้ อีกทั้งการใช้วัตถุดิบเพื่อทำไส้เป็นผักชนิดต่างๆ เนื้อไก่บด หรือเต้าหู้ เป็นต้น ก็เป็นวิธีการที่ดีในการเตรียมเกี๊ยวซ่าเพื่อช่วยลดน้ำหนักได้

 

ไม่รับประทานก่อนนอน

การรับประทานอาหารเย็นแล้วเข้านอนจะก่อให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี และอาจจะส่งผลให้การนอนหลับแย่ลงได้ การรับประทานเกี๊ยวซ่าเพื่อการลดน้ำหนักก็เหมือนกับการรับประทานอาหารอื่นๆ คือ ควรรับประทานก่อนนอนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงรับประทานเกี๊ยวซ่ากับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย          สล็อตเว็บตรง

เกี๊ยวซ่าเป็นเมนูที่คนญี่ปุ่นนิยมมากและมีร้านเกี๊ยวซ่าที่มีชื่อให้ลองชิมมากมาย ไว้สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น มาญี่ปุ่นได้เมื่อไหร่ก็ลองรับประทานเกี๊ยวซ่าในญี่ปุ่นดูนะคะ แต่หากอยากทำรับประทานเองกับคนในครอบครัวก็ทำได้ไม่ยากค่ะ ตามไปดูได้ในบทความ ประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของ “กุยช่าย” และวิธีทำเกี๊ยวซ่าแสนอร่อย

Categories
BLOG

เผยเคล็ดลับราเมงข้อสอบ Ichiran Ramen แบบถ้วย…มีแค่น้ำกับเส้นทำไมถึงขายดีจังนะ?!

“คู่แข่งมีเพียงแค่ราเมงที่ร้านอิชิรันเท่านั้นแหละ” 「ライバルはお店の一蘭」เป็นสโลแกนที่ Ichiran Ramen หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ร้านราเมงข้อสอบ” ใช้ในการประชาสัมพันธ์ช่วงที่ออกสินค้าราเมงในรูปแบบถ้วย “อิชิรัน ทงคตสึ” (一蘭 とんこつ) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ที่ผ่านมา

สโลแกนนี้แสดงถึงความมั่นใจในรสชาติของเมนูเด็ดของร้าน ที่แม้ว่าจะมาในรูปแบบถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยังคงความอร่อยเหมือนรับประทานที่ร้านได้ และยังเป็นการกล่าวเป็นนัยว่า ราเมงสำเร็จรูปยี่ห้ออื่นไม่ใช่คู่แข่งของ “อิชิรัน ทงคตสึ” นี้

ซึ่งผลตอบรับของลูกค้าถือว่าดีมาก เพราะล่าสุดยอดขายของราเมงแบบถ้วยนี้ทะลุ 4 ล้านถ้วยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2021)

อะไรเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของ “อิชิรัน ทงคตสึ” กันแน่นะ?

ผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทางบริษัทเจ้าของสินค้าให้ข้อมูลว่า กว่าจะมาเป็นราเมงรูปแบบถ้วยที่ขายดิบขายดีนี้ บริษัทได้ใช้เวลาในการพัฒนากว่า 20 ปี เพื่อให้ได้ราเมงรูปแบบถ้วยที่อร่อยและใกล้เคียงกับการรับประทานที่ร้านมากที่สุด

หากเทียบกับราเมงสำเร็จรูปทั่วไป ที่จะนำเส้นมาทอดเพื่อให้เส้นสุกและลดความชื้นในเส้น ก่อนนำมาผ่านกระบวนการต่างๆ จนกลายเป็นเส้นสำเร็จรูป อิชิรันกลับใช้เทคโนโลยีอื่นโดยไม่เลือกวิธีการทอดเพื่อให้เส้นราเมงยังคงความเป็นเส้นสดที่มีความนุ่มและเนื้อสัมผัสแน่นอยู่

หัวใจสำคัญอีกอย่างของราเมงถ้วยนี้คือน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น ซึ่งตามสูตรของอิชิรันจะประกอบด้วยผงซุปสำเร็จรูปทั้งหมด 2 แบบผสมกัน แถมยังมีเขียนขั้นตอนแนะนำวิธีใส่ผงซุปไว้อย่างละเอียดว่าควรใส่ตอนไหน กล่าวคือ ผงซุป B ควรจะวางไว้บนฝาราเมงถ้วยช่วงที่รอให้เส้นสุกเพื่ออุ่นให้ได้รับความร้อน หลังจากนั้นให้ใส่ผงซอง A และ B ในช่วงก่อนรับประทาน

ไม่ใช่เพียงผงซุปเท่านั้น อิชิรันยังมีซอสที่เป็นสูตรลับเฉพาะของร้าน ซึ่งช่วยเสริมให้น้ำซุปทงคตสึมีความอร่อย เข้มข้นและกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

มีแค่เส้นกับน้ำก็อร่อยได้

อีกสิ่งที่ราเมงถ้วยของอิชิรันต่างจากราเมงสำเร็จรูปหลายๆ ยี่ห้อคือ “อิชิรัน ทงคตสึ” จะไม่ได้ใส่เครื่องอย่างอื่น เช่น ผักหรือเนื้อสัตว์ต่างๆ เข้าไปเลย มีเพียงเส้นล้วนๆ กับน้ำซุปเท่านั้น เนื่องจากอิชิรันมีความมั่นใจในราเมงสูตรนี้ค่อนข้างมาก และเชื่อว่าลูกค้าจะสามารถสัมผัสได้ถึงความอร่อยโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องอย่างอื่นปะปนเลย

 

นอกจากนี้ ทางบริษัทผู้ผลิตยังบอกอีกว่า ราเมงถ้วยนี้ยังไม่ใช่สูตรที่เรียกว่าสมบูรณ์ บริษัทยังคงตั้งเป้าที่จะพัฒนาสินค้าเพื่อทำให้ดีขึ้นไปอีก

สำหรับราเมงถ้วยนี้ สนนราคาอยู่ที่ 490 เยน (ประมาณ 150 บาท) ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูงหากเทียบกับราเมงถ้วยหลายๆ ยี่ห้อ อย่างไรก็ตาม ด้วยเสียงตอบรับของลูกค้าที่สร้างยอดขายที่น่าทึ่งนี้ ก็เป็นเครื่องการันตีแล้วว่า “อิชิรัน ทงคตสึ” แบบถ้วยนี้คงช่วยให้ลูกค้าหายคิดถึงการรับประทานราเมงที่ร้านไปได้บ้าง อย่างที่อิชิรันได้โฆษณาไว้ว่า      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

คู่แข่งมีเพียงแค่ราเมงที่ร้านอิชิรันเท่านั้นแหละ

Categories
BLOG

วากาชิกาชา?! ขนมญี่ปุ่นในรูปแบบกาชาเพื่อความยั่งยืน!

Sustainable Development Goals หรือ SDGs คือ เป้าหมายการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน เป็นเป้าหมายที่องค์กรและธุรกิจต่างๆ ให้ความสนใจและปรับกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว ในบทความนี้จะมาแนะนำธุรกิจร้านขนมญี่ปุ่นเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีที่นำ SDGs มาประยุกต์ใช้กับดำเนินธุรกิจค่ะ

ตู้จำหน่ายขนม วากาชิกาชา!?

 

“ทาคายามาโดะ” เป็นร้านขนมวากาชิขนมหวานสไตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นอายุ 135 ปี เริ่มต้นกิจการในปี พ.ศ. 2430 ที่เมืองโอซาก้าและจำหน่ายวากาชิมากกว่า 50 ชนิด แต่ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ยอดขายลดลงมากถึงสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาด สาเหตุมาจากกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นผู้สูงวัยออกจากบ้านไม่ได้และยอดสั่งซื้อจากบริษัทต่างๆ ลดลง นอกจากนี้ยังต้องย่นเวลาทำการลงตามมาตรป้องกันโควิด-19 ทำให้ทางร้านตัดสินค้าตั้งตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ 24 ชม. โดยได้วางตู้จำหน่ายขนมอัตโนมัติซึ่งหาได้ยากในภูมิภาคคันไซ ตั้งตู้ที่สาขาหลักเมืองนิชิโนะมิยะ เมืองอามากาสะกิ จังหวัดเฮียวโกะ และเมืองมิโน จังหวัดโอซาก้า

อร่อยคุ้มเข้าถึงง่าย!

 

ทางร้านได้วางตู้จำหน่ายแบบแช่เย็นตามจุดจำหน่ายจุดละ 2 ตู้ ตู้แรกเป็นจะจำหน่ายสินค้า 8 อย่างรวมถึง “Sweet Mermaid” มันจูสไตล์ฝรั่งซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ส่วนตู้ที่สองจะจำหน่ายเฉพาะบัตเตอร์แซนด์วิช (บิสกิตสอดไส้บัตเตอร์ครีม) ทั้งหมด 6 รสชาติ โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ “SDGs Wagashi Gacha” ซึ่งเป็นการนำวากาชิที่รูปแบบไม่สวยหรือใกล้หมดอายุราคาระหว่าง 450 – 600 เยนทั้งหมด 3 ชิ้นมาจำหน่ายในราคาเพียง 300 เยนเท่านั้น! ขนมที่ขายในตู้ก็ไม่ธรรมดานะคะ เพราะเป็นขนมยอดนิยมที่ขายหมดตลอด ขอบอกว่าคุ้มมากๆ!

 

แน่นอนว่าผลตอบรับก็ดีมากเช่นกัน เพราะกลุ่มลูกค้าขยายตัวมากขึ้น จากเดิมที่ยอดขายส่วนใหญ่มาจากคนสูงวัยและบริษัทต่างๆ พอตั้งตู้อัตโนมัติก็มีกลุ่มนักเรียนชั้นประถมและวัยรุ่นหญิงแวะเวียนมาซื้อตอนช่วงเย็นมากขึ้น ทำให้ยอดขาดสูงกว่าที่คาดไว้ถึง 1.6 เท่า ทำให้ต้องเติมขนมสามช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น โดยช่วงเวลาที่ทำยอดได้สูงสุดก็คือช่วงเย็นที่ตบะแตกง่ายที่สุดนั่นเองค่ะ

ที่ยอดขายพุ่งสูงขึ้น สาเหตุอาจจะเป็นเพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น กลับจากเรียนหรือทำงานก็กินขนมหวานๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอร้านเปิดหรือหาเวลาไปช่วงวันหยุด แล้วก็ได้ปริมาณที่พอเหมาะสำหรับทานคนเดียวอีกด้วย นอกจากนี้ทางร้านยังมีแพลนจะขยายตู้ไปตั้งตามสถานีรถไฟฟ้าหรือตามห้างสรรพสินค้าเพื่อเจาะตลาดและเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้นอีก ไอเดียดีมากๆ ถ้าไปคันไซอย่าลืมแวะไปทานกันนะคะ!    สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

ย้อนรอยประวัติศาสตร์โซเม็ง มีต้นกำเนิดจากขนมของจีน!?

โซเม็งเป็นหนึ่งในอาหารประเภทเส้นยอดฮิตของคนญี่ปุ่น นิยมทานแบบเย็นในฤดูร้อน วันนี้เราก็จะพาย้อนอดีตไปเรียนรู้ประวัติคร่าว ๆ ของโซเม็งว่ามีความเป็นมาอย่างไร รวมทั้งความสนุกในฤดูร้อนอย่างนากาชิโซเม็งหรือโซเม็งสายน้ำ เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไปดูกัน!

ต้นกำเนิดของโซเม็ง

 

โซเม็งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนหลังไปถึงสมัยนารา ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจากขนม 索餅 (sakubei) ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากประเทศจีนโดยคณะผู้แทนที่ทางญี่ปุ่นส่งไป ซาคุเบเป็นหนึ่งในขนมแป้งทอดแบบจีนที่ทำจากแป้งสาลีผสมแป้งข้าวเจ้าแล้วนวดให้เป็นรูปทรงเชือกเกลียว

 

ตามประเพณีจีนเชื่อว่าการทานขนมชนิดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ในสมัยเฮอันทางราชสำนักก็ได้นำมาใช้เป็นธรรมเนียมในวันทานาบาตะ แต่ไม่ใช่ว่าประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจะได้ทาน ขนมนี้จะทานกันเฉพาะบรรดาขุนนางในโอกาสพิเศษอย่างเทศกาลและงานพิธีต่าง ๆ

หลังจากนั้นในสมัยมุโรมาจิ ซาคุเบก็กลายมาเป็นเส้นเรียวยาวสีขาวลักษณะแบบที่เราเห็นในปัจจุบันและใช้ชื่อว่าโซเม็ง อาหารชนิดนี้มีปรากฏในเอกสารครั้งแรกคือในปี 1343 จาก 祇園執行日記 (gion shugyou nikki) ซึ่งเป็นบันทึกของศาลเจ้ายาซากะ

 

ในสมัยเอโดะ เริ่มมีธรรมเนียมการทานโซเม็งในวันทานาบาตะ เทศกาลแสนโรแมนติกระหว่างสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว โซเม็งมีเส้นเล็กเรียวยาวสีขาวคล้ายกับด้าย การทานโซเม็งจึงเป็นการขอพรให้มีฝีมือในการเย็บปักถักร้อยได้เก่งขึ้น และตั้งแต่ปี 1750 การผลิตโซเม็งก็ได้รับความนิยมมากกว่าเดิม

โซเม็งเป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ มีการผลิตโซเม็งของตัวเองในหลากหลายพื้นที่ทั่วญี่ปุ่น แต่มีโซเม็งจากแหล่งผลิต 3 แห่งที่ถือเป็นโซเม็งที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น คือ 三輪素麺 (miwa somen) ของจังหวัดนารา, 揖保乃糸 (ibonoito) ของจังหวัดเฮียวโกะ และ 小豆島そうめん (shoudoshima somen) ของจังหวัดคางาวะ

 

 

 

 

โซเม็งนิยมผลิตกันในฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น สาเหตุหนึ่งมาจากว่าแหล่งผลิตวัตถุดิบต่าง ๆ ทั้ง ข้าวสาลี น้ำอ่อน (น้ำที่มีปริมาณเกลือของแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่น้อย) และเกลือทะเลอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทำให้ผลิตได้ง่ายและมีคุณภาพที่ดี

ทำความรู้จัก นากาชิโซเม็ง หรือ โซเม็งสายน้ำ

หนึ่งในวิธีการทานที่แสนสนุกสนานในฤดูร้อนก็คือนากาชิโซเม็งหรือโซเม็งสายน้ำที่จะปล่อยเส้นโซเม็งให้ไหลมาตามน้ำใสไหลเย็นในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งบ้านเกิดของนากาชิโซเม็งก็คือเมืองทาคาจิโฮะ จังหวัดมิยาซากิ

 

เป็นวิธีการทานที่ดูมีรสนิยม หลาย ๆ คนจึงอาจจะคิดว่ามันมีมานานแล้ว แต่วิธีทานแบบนี้เพิ่งเกิดเมื่อปีโชวะที่ 30 หรือปี 1955 นี่เอง ว่ากันว่าต้นกำเนิดที่ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนากาชิโซเม็งคือ ในสมัยนั้น การทำงานกลางทุ่งนาในฤดูร้อนจะมีการต้มเส้นโซเม็งนอกบ้านและนำไปแช่น้ำเย็น ๆ จากช่องเขาทาคาจิโฮะที่ใส่ไว้ในไม้ไผ่แล้วทานเพื่อคลายร้อน          สล็อตเว็บตรง

ถือเป็นอาหารที่มีที่มาที่ไปน่าสนใจไม่แพ้อาหารอื่น ๆ เลย ได้รู้เรื่องราวของโซเม็งแล้วน่าจะทำให้ทานโซเม็งได้อร่อยมากขึ้นนะคะ ^^

Categories
BLOG

เกิดเหตุเพลิงไหม้กลางดึกที่ปราสาทชูริ มรดกโลกแห่งโอกินาว่า

ใครวางแผนจะไปท่องเที่ยวโอกินาว่าในช่วงนี้อาจจะต้องเปลี่ยนโปรแกรมกันเสียแล้วครับ เมื่อในช่วงเวลา 2.40 น. ตามเวลาญี่ปุ่นเมื่อค่ำคืนวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา (เช้าวันที่ 31) ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ปราสาทชูริ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญกลางเมืองนาฮะ โอกินาว่า ซึ่งเปลวเพลิงได้ลุกไหม้ปกคลุมบริเวณตำหนักหลักทั้งหมดของตัวปราสาท ในช่วงเวลา 4.30 น. ก่อนภายหลังมีรายงานเพิ่มเติมจากทางตำรวจว่า เปลวเพลิงได้ลุกลามไปจนถึงบริเวณตำหนักเหนือและใต้ เบื้องต้นเสียหายอย่างน้อย 3 จาก 5 อาคาร และยังไม่มีรายงานถึงผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตออกมา      สล็อตเว็บตรง

สำหรับปราสาทชูริ ซึ่งเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะโอกินาว่านั้น เป็นพระราชวังของอาณาจักรริวกิวที่มีอายุกว่า 600 ปี สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 14 โดยในปี 1945 ปราสาทแห่งนี้เคยถูกทำลายไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายเป็นพื้นที่มหาวิทยาลัยริวกิว (琉球大学) ก่อนที่จะได้รับการบูรณะใหม่ในปี 1992 จนปี 2000 พื้นที่บริเวณส่วนที่ไม่ได้ถูกทำลายไปในสงคราม (ส่วนดั้งเดิมที่ไม่ได้รับการบูรณะ) ได้ถูกนำไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกในฐานะ “ร่องรอยปราสาทชูริ”

ในขณะที่สถานการณ์ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ แต่ก็นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของโอกินาว่า และประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ หากมีรายงานความคืบหน้าถึงสาเหตุของเพลิงไหม้ ทาง ANNGLE จะนำมารายงานให้ทราบกันต่อไปครับ

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. 3 สะพานข้ามเกาะมิยาโกะจิมะพร้อมวิวอลังการที่พลาดไม่ได้ในโอกินาวะ
  2. ท่องเที่ยวโอกินาว่าและฮอกไกโด สุด Exclusive ไปกับบัตรเครดิต JCB !
  3. ความคืบหน้าไฟไหม้พระราชวังชูริ และกรณีศึกษามาตรการป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่สมบัติชาติ
  4. 9 มรดกโลกแห่งโอกินาวา: ปราสาทชูริ หัวใจของอาณาจักรริวกิว

 

Categories
BLOG

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฟุคุโอกะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดฟุคุโอกะถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้น ๆ ของโลกเลยนะ ด้วยบ้านเมืองที่เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน การคมนาคมก็สะดวกสบาย ความปลอดภัยและความเป็นมิตรของคนที่นี่ทำให้น่าอยู่แล้วก็น่าไปเที่ยวด้วย ที่นี่มีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางประวัติศาตร์ ธรรมชาติ และสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ผสมผสานกันลงตัวอยู่ในเมืองนี้ ANNGLE เลยอยากจะพาเพื่อน ๆ มารู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวตามมุมต่าง ๆ ของจังหวัดฟุคุโอกะกันค่ะ

1. ซากปราสาทฟุคุโอกะและสวนมาอิซูรุ (福岡城と舞鶴公園)

ปราสาทเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองภายในสวนมาอิซูรุ ถือเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชูเลยทีเดียว แต่พอเปลี่ยนยุคสมัยเป็นเมจิก็โดนทำลายลงเพราะตัวปราสาทถูกมองว่าเป็นระบบศักดินา ในปัจจุบันจึงเหลือเพียงแค่ซากของกำแพงและฐานของหอคอยเล็ก ๆ นอกจากปราสาทแล้วสวนมาอิซูรูก็เป็นสวนสาธารณะอันดับ 1 ของเมืองที่เป็นจุดชมซากุระยอดนิยมที่สามารถชมได้ทั้งกลางวันและกลางคืน จึงมีผู้คนมากมายเข้ามาเดินเล่น มานั่งปิกนิกกันใต้ต้นซากุระที่สวนแห่งนี้

เวลาเปิด – ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลย
ค่าเข้าชม : ฟรีจ้า
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ohori Koen เดินประมาณ 5 นาทีก็จะถึง

2. สวนโอโฮริ (大濠公園)

โอโฮริ ตามความหมายเลยก็คือ คูคลองรอบ ๆ ปราสาทฟุคุโอกะที่เกิดมาจากการรวมตัวของอ่าวฮากาตะ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟุคุโอกะที่มีพื้นที่ขนาดกว้าง มีสระน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางสวน ซึ่งจะมีเกาะขนาดเล็ก ๆ อยู่ 4 เกาะที่เชื่อมกันด้วยสะพานเล็ก ๆ วิวที่สวยงามราวกับภาพวาดสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้ที่มาทำกิจกรรมกัน ไม่ว่าจะมาวิ่งออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน ถีบเรือเป็ดน้อยกินลมชมวิว หรือบางคนก็จะพาน้องหมามาเดินเล่น เรียกว่าเป็นกิจวัตรประวันของคนฟุคุโอกะเลย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีสวนญี่ปุ่นและพิพิธภัณฑ์ศิลปะด้วย เพื่อน ๆ คนไหนที่อยากจะเนียน ๆ เป็นคนญี่ปุ่นก็ไม่ควรพลาดมาเดินเล่นที่นี่นะ

เวลาเปิด – ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลย
ค่าเข้าชม : สวนสาธารณะฟรี สวนญี่ปุ่น 240 เยน พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 200 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ohori Koen เดินประมาณ 7 นาทีก็จะถึง

3. วัดนันโซอิน (南蔵院)

เป็นวัดที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่กลับมีความน่าสนใจซ่อนอยู่มากมาย แค่สถานที่ตั้งก็ดูลึกลับแล้วหละ เพราะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางธรรมชาติในป่าเขา และภายในวัดยังมีถ้ำ ลำธาร และน้ำตก แค่จะเดินเข้าวัดก็เหมือนเราได้ชมพร้อมกับศึกษาธรรมชาติ จุดเด่นที่ดึงดูดให้คนเข้ามาที่นี่ก็คือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ทำจากทองแดงหนัก 300 ตัน มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยนะ และยังมีรูปปั้นยักษ์ฟุโดเมียวขนาดใหญ่ และรูปปั้นของพระพุทธรูปต่าง ๆในศาสนาพุทธกว่า 500 องค์ รวมไปถึงรูปปั้นเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้ง 7 ของญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้เจ้าอาวาสนันโซอินนั้นท่านมีชื่อเสียงเรื่องการบอกล็อตเตอรี่มากเลย ผู้คนที่มาสักการะที่นี่ส่วนใหญ่จึงมาขอพรเรื่องโชคลาภกัน

เวลาเปิด – ปิด : เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนร้านค้าและประชาสัมพันธ์เปิด 09.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี แต่ถ้าจะเข้าไปใต้องค์พระมีค่าเข้า 500 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Hakata นั่งรถไฟ JR Sasaguri ไปลงที่สถานี Kido Nanzoin Mae และเดินต่ออีกประมาณ 3 นาที

4. ศูนย์การค้าคาแนลซิตี้ (キャナルシティ)

 

ตึกสีสันสดใสที่อยู่ใต้คอนเซปต์ “เมืองโรงภาพยนตร์” แห่งนี้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่สามารถเพลิดเพลินได้ทั้งวันกับช้อปปิ้งมอลล์ โรงภาพยนตร์ โรงละคร ร้านอาหาร โรงแรม 2 แห่ง โชว์รูม สำนักงาน และสวนสนุก ภายในเมืองขนาดย่อมแห่งนี้มีการขุดคลองให้ไหลผ่านใจกลางห้าง แถมยังมีการแสดงน้ำพุแสงสีเสียงอลังการงานสร้างสุด ๆ ไปเลย ไม่ว่าจะวัยไหนก็มีความสุขและสนุกกับที่นี่ได้ทุกคน เดี๋ยวอย่าเพิ่งจบ ใครที่ชอบกินราเมงไม่ควรพลาดเลย เพราะที่ชั้น 5 เขามี “ราเม็งสเตเดี่ยม” เป็นแหล่งที่รวมราเมงอร่อย ๆ จากทั่วทุกซอกทุกมุมญี่ปุ่นมาอยู่ที่นี่ให้คนที่หลงรักในเส้นมาจัดกัน

เวลาเปิด – ปิด : 10.00 – 21.00 น. *ร้านอาหารปิด 23.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Hakata เดินอีกประมาณ 15 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Canalcity

5. ย่านเท็นจิน (天神)

เรียกว่าเป็นดาวน์ทาวน์แหล่งช้อปปิ้งชั้นแนวหน้าของเมืองฟุคุโอกะเลยก็ว่าได้ ในบริเวณนี้จะเรียงรายไปด้วยร้านต่าง ๆ มากมาย รวมถึงอาคารสำนักงานโรงแรม ถนนคนเดิน และห้างสรรพสินค้าก็มากระจุกตัวกันอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ยังมี Tenjin Chikagai เป็นแหล่งช้อปปิ้งกว่า 150 ร้านที่สร้างขึ้นในสไตล์ยุโรปซึ่งก็ดูเก๋ไปอีกแบบ แต่ใครจะคิดละว่ามันจะอยู่ใต้ดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tenjin ไปจนถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Nishitetsu Fukuoka ถึงแม้ฝนจะตกแต่ถ้าเพื่อน ๆ อยากจะช้อปปิ้งก็สามารถไปเลือกช้อปใต้ดินได้ตามสบาย ไม่ต้องกลัวเปียกฝนกันเลยแหละ

 

เวลาเปิด – ปิด : แล้วแต่ร้านค้าแต่ละร้าน
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : อยู่ที่สถานีรถไฟ Tenjin เลยค่ะ

แผนที่ช้อปปิ้งใต้ดิน

6. ยาไต (屋台)

 

ยาไต คือร้านอาหารแผงลอยตามข้างทางในฮากาตะ เท็นจิน นากาสุ และนากาฮามะ รวมแล้วกว่า 100 ร้าน ซึ่งเป็นสถานที่เดียวในญี่ปุ่นที่รัฐบาลอนุญาตให้ตั้งร้านแผงลอยได้ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินก็จะมีการเปิดโคมไฟท่ามกลางกลิ่มหอม ๆของอาหารและเสียงพูดคุยสนุกสนานของผู้คนที่มากินกันที่นี่ สร้างความคึกคักให้กับบรรยากาศยาไตมาก ๆ ส่วนอาหารก็จะมีให้เลือกมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็น โอเด้ง ยากิโทริ (ไก่ย่าง) ราเมง เทมปุระ เกี๊ยวซ่างี้ โอ๊ยย! แค่คิดก็ท้องร้องแล้ว สงสัยต้องไปกินอาหารที่นี่กันซะแล้ว

เวลาเปิด – ปิด : 18.00 – 02.00 น. (แล้วแต่ฟ้าฝนจะเป็นใจ *ส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์)
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Minami Tenjin หรือสถานีรถไฟใต้ดิน Nakasu Kawabata และเดินอีกประมาณ 10 นาที

7. ฟุคุโอกะทาวเวอร์ (福岡タワー)

 

 

หอคอยแห่งนี้คือแลนด์มาร์คของจังหวัดฟุคุโอกะ เพื่อน ๆ อาจจะคุ้นชื่อของตึกนี้ว่า “มิเรอร์เซลล์” ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ก็ได้มาจากการติดกระจกทั่วทั้งตึกจนสะท้อนวิวของเมืองฟุคุโอกะ ด้วยความสูง 234 เมตรจึงเป็นหอคอยติดทะเลที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังจุดชมวิวชั้น 5 ในระดับความสูง 123 เมตร เป็นอะไรที่ว้าวมาก ๆ ได้เห็นทั้งอาคารบ้านเรือนของเมืองและวิวบริเวณอ่าวฮากาตะ แถมตอนกลางคืนยังมีการเปิดไฟอิลลูมิเนชั่นบนหอคอยในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและทานาบาตะ ให้แสงสว่างที่โรแมนติกมาก ๆ ทำให้ที่นี่ถูกเรียกว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก” ด้วยนะ ถือเป็นจุดชมวิวที่ไปได้ทุกช่วงเวลาเลย

เวลาเปิด – ปิด : 09.30 น. – 22.00 น.
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟใต้ดิน Nishijin เดินอีกประมาณ 15 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Fukuokatower

8. สวนคาวาชิฟูจิ (河内藤園)

อุโมงค์ดอกไม้ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชมความงามของดอกวิสทีเรียสีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ขาว และชมพูที่ห้อยลงมาเป็นอุโมงค์สีสันสดใสยาวประมาณ 100 เมตร ให้ความรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังเดินเล่นอยู่ในเทพนิยายเลยหละ ถือเป็นไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวได้มาเดินลอดชมความงาม ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก นอกจากนี้ที่นี่ยังมีต้นวิสทีเรียเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่ลำต้นขนาดใหญ่ขดเป็นเกลียวและกิ่งก้านที่แผ่ขยายออกไปดูมีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้นไม่ควรพลาดที่จะมาดูความสวยงามของดอกไม้และต้นไม้เหล่านี้เลย

เวลาเปิด – ปิด : 08.00 น. – 18.00 น.
ค่าเข้าชม : 500 – 1,500 เยน *ขึ้นอยู่กับฤดูกาล
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ JR Hakata โดยรถไฟสาย Kagoshima ไปลงที่สถานี JR Yahata จากนั้นต่อรถบัส Nishitetsu ลงที่ป้าย Kawachi Elementary School และเดินอีกประมาณ 15 นาทีก็จะถึง
ข้อมูลเพิ่มเติม Kawachi

9. ศาลเจ้าดาไซฟุ (太宰府天満宮)

ศาลเจ้าที่มีความเกี่ยวข้องกับ สุกาวาระโนะ มิจิซาเนะ ที่คนญี่ปุ่นนับถือให้เป็น “เทพเจ้าแห่งวิชาการ” เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงอีกที่หนึ่ง เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นที่มักจะมาอธิษฐานขอพรกัน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่จะมาขอพรเรื่องการสอบสร้างความสบายใจให้ตัวเองกัน ก็จะมีลูบรูปปั้นวัวที่ตั้งอยู่หลายจุดภายในศาลเจ้า ภายในมีประตูโทริอิขนาดใหญ่ สระน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบเป็นตัวอักษรญี่ปุ่นที่มีความหมายว่า หัวใจ (心) บริเวณศาลเจ้ายังมีต้นบ๊วยกว่า 6,000 ต้นที่ให้ความร่มรื่นสุด ๆ ยิ่งช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนมีนาคมจะกลายเป็นจุดชมดอกบ๊วยที่สวยงามมากอีกด้วย

เวลาเปิด – ปิด : 06.00 น.​ – 19.00 น.
ค่าเข้าชม : ฟรี
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Dazaifu เดินอีกประมาณ 5 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม Dazaifu

10. วัดโคเมียวเซ็นจิ (光明禅寺)

 

วัดนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลเจ้าดาไซฟุ เป็นวัดเซนเก่าแก่ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะคิวชู ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้คือ การจัดสวนหินญี่ปุ่นรอบวัดอย่างประณีตสวยงาม สวนนี้ไม่มีสระน้ำหรือสำธาร แต่จะตกแต่งด้วยหินก้อนใหญ่กับกรวดก้อนเล็ก ๆ เป็นลวดลายรอบก้อนหินแต่ละจุด ต้นไม้ใหญ่ของที่วัดส่วนมากจะเป็นต้นเมเปิ้ล ซึ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเหลืองร่วงลงบนก้อนหินและกรวดยิ่งดูงดงามเข้าไปใหญ่ วัดนี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีด้วย

เวลาเปิด – ปิด : 08.00 น. – 17.00 น.
ค่าเข้าชม : 200 เยน
การเดินทาง : จากสถานีรถไฟ Dazaifu เดินอีกประมาณ 5 นาที

จะกระตุ้นต่อมอยากไปเที่ยวของเพื่อน ๆ บ้างมั้ย นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของจังหวัดฟุคุโอกะเท่านั้นนะคะ ถ้าเพื่อน ๆ อยากจะสัมผัสหรือรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่านี้ ก็ต้องเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางกันเลย GO!          สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

10 อันดับประเทศที่คนญี่ปุ่นนิยมไปเที่ยวมากที่สุดในปี 2019!

สมาคมผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวญี่ปุ่น (Japan Association of Travel Agents : JATA) ได้ประกาศการจัดอันดับประเทศที่ได้รับความนิยมในการเดินทางไปท่องเที่ยวของชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายปี 2019 จนถึงช่วงปีใหม่จากปี 2020 ที่ผ่านมา พร้อมกับ 5 อันดับของสถานที่ท่องเที่ยวภายในญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นนิยมไปมากที่สุด หนึ่งในนั้นมีประเทศไทยของเราติดอันดับด้วย ไปดูกันเลยค่ะ ว่าไทยเราจะอยู่ที่อันดับที่เท่าไหร่

ประเทศที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 คือ “ไต้หวัน”

เหตุผลที่คนญี่ปุ่นนิยมไปเที่ยวไต้หวันคือ ใช้เวลาเดินทางจากญี่ปุ่นเพียง 3-4 ชั่วโมง แล้วยังมีบริการสายการบิน LCC ให้เลือกเดินทางเป็นจำนวนมาก และไม่เพียงแต่จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายเท่านั้น อาหารยังอร่อยอีกด้วย ซึ่งไต้หวันยังคงรักษาแชมป์เหมือนกับปีที่แล้ว โดยส่วนมากสาว ๆ ชาวญี่ปุ่นจะนิยมไปเที่ยวที่นี่กัน

ความนิยมอันดับ 2 คือ “ฮาวาย”

ถ้าถามคนญี่ปุ่นว่าเคยไปเที่ยวต่างประเทศที่ไหนมาบ้าง คงได้คำตอบจากหลาย ๆ คนว่า เคยไป “ฮาวาย” แน่นอน สำหรับฮาวายมักจะขับเคี่ยวกับตำแหน่งที่หนึ่งมาตลอด ซึ่งถ้าสอบถามในช่วงหน้าร้อนว่า คนญี่ปุ่นนิยมไปเที่ยวที่ไหน ฮาวายมักจะอยู่อันดับ 1 เสมอ สำหรับการท่องเที่ยวที่ฮาวาย แม้แต่เด็กก็สามารถสนุกสนานได้ หลาย ๆ คนมักจะพากันไปเป็นครอบครัว ส่วนการเดินทางก็ง่ายมาก ๆ เพราะสายการบินสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง ANA หรือ JAL ต่างก็มีเที่ยวบินตรงไปฮาวายโดยเฉพาะ

ความนิยมอันดับ 3 คือ “ประเทศไทย”

และแล้วประเทศไทยของเราก็ได้ถูกจัดเป็นอันดับ 3 ของจุดหมายปลายทางที่คนญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวมากที่สุด ความมีเสน่ห์ทางวัฒนธรรรมตามที่เห็นได้จากสถานที่ท่องเที่ยว บวกกับอาหารการกินที่แสนอร่อย แถมผู้คนก็เป็นมิตร สมกับเป็นสยามเมืองยิ้ม ทำให้คนญี่ปุ่นประทับใจและมักจะมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ ช่วงเวลาที่คนญี่ปุ่นจะมาเที่ยวมากที่สุดจะเป็นระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม เนื่องจากช่วงนั้นประเทศไทยจะเข้าสู่หน้าหนาว (นิด ๆ) ทำให้อากาศไม่ร้อนมาก เหมาะกับการท่องเที่ยว เพราะถ้าหากมาช่วงกลางปีก็จะเจอกับฝนตกกระหน่ำที่อาจจะทำให้หมดสนุกไปเลยก็ได้  สล็อตเว็บตรง

 

อันดับ 4 สิงคโปร์
อันดับ 5 เวียดนาม
อันดับ 6 เกาะกวม
อันดับ 7 อเมริกา
อันดับ 8 อิตาลี
อันดับ 9 ออสเตรเรีย
อันดับ 10 อินโดนีเซีย

สำหรับ 5 อันดับของสถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศที่คนญี่ปุ่นนิยมไปมากที่สุด ได้แก่
อันดับ 1 โตเกียว
อันดับ 2 โอกินาว่า
อันดับ 3 คิวชู
อันดับ 4 โอซาก้า
อันดับ 5 ฮอกไกโด

Categories
BLOG

ชวนเที่ยวออนเซ็นอายุวัฒนะ เคล็ดลับอ่อนกว่าวัยของชาวญี่ปุ่น!

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ นักอ่านชาว ANNGLE ทุกท่าน หลายๆ คนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้…กำลังแอบกังวลเรื่องความสวยความงามกันอยู่ใช่ไหมคะ? (ผู้เขียนเองก็เช่นกันค่ะ!!!)

วันนี้ ANNGLE จะขอนำเสนออีกแนวทางสู่ความอ่อนเยาว์ ที่ไม่ต้องพึ่งสกินแคร์ใดๆ แต่จะต้องเดินทางกันหน่อยนะคะ^^ โดยสถานที่ที่เราจะนำเสนอกันในวันนี้คือ “ออนเซ็นอายุวัฒนะ แช่แล้วอ่อนวัย ไม่แก่ไม่เหี่ยว!” หรือ “ฟุโรฟุชิ ออนเซ็น” (不老ふ死温泉) ค่ะ

“Furoufushi Onsen” (不老ふ死温泉)

คำว่า Fu (不) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ไม่”

ส่วนคำว่า Rou (老) แปลว่า ความชราภาพ

และคำว่า Shi (死) แปลว่า ความตาย

ดังนั้น Fu-Rou-Fu-Shi Onsen หากแปลตรงตัวแล้วจะหมายความว่า ออนเซ็นที่แช่แล้วไม่แก่ไม่ตายเลยทีเดียว!

แค่ชื่อก็ดูเวอร์วังอลังการเสียขนาดนี้แล้ว เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย!? บอกตรงๆ ว่าถ้าแช่แล้วถึงขั้นมีอายุยืนตลอดกาลก็อาจจะเวอร์ไปหน่อย แต่ในส่วนของการรักษาความอ่อนเยาว์ ไม่แก่ไม่เหี่ยวนั้น ชาวญี่ปุ่นก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ นะ

ผู้เขียนเองมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ว่าถ้ามีโอกาสได้ไป ก็อยากจะลองไปแช่กับเขาด้วยเหมือนกันค่ะ ได้ผลก็ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ก็ถือว่าไปท่องเที่ยวผ่อนคลายชมธรรมชาติกันไป

ฟุโรฟุชิ ออนเซ็น หนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติ

ออนเซ็นฟุโรฟุชิแห่งนี้ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติด้วยค่ะ ส่วนพิกัดก็อยู่ที่บนเชิงเขาชิราคามิ เมืองฟุคาอุระ จังหวัดอาโอโมริ

สรรพคุณ

ที่ออนเซ็นแห่งนี้ จะมีน้ำพุร้อนธรรมชาติสีน้ำตาลแดงผุดขึ้นมาในปริมาณ 400 ลิตรต่อนาที ซึ่งภายในน้ำพุร้อนนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล็ก และมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูชำระล้างบาดแผล อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณให้เนียนนุ่มชุ่มชื่นด้วย ส่งผลให้ผู้คนต่างเรียกว่าเป็น “ออนเซ็นแห่งการรักษา” หรือ “ออนเซ็นบำรุงผิวพรรณ” ด้วยเช่นกัน

 

บรรยากาศอันงดงามเกินบรรยาย

นอกจากจะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอันน่าทึ่งแล้ว ที่ออนเซ็นฟุโรฟุชิแห่งนี้ยังโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันน่าหลงใหล ซึ่งพร้อมที่จะสะกดสายตาของนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด

ห่างจากบ่อออนเซ็นแค่เพียง 1 เมตร คุณจะได้พบกับผืนน้ำทะเลใส ได้ฟังเสียงคลื่นน้ำทะเลชวนเคลิ้มขณะแช่ออนเซ็นไปด้วย คงจะเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ที่ไม่ได้หาชมไม่ได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ

นอกจากบรรยากาศตัดกันของน้ำทะเลและออนเซ็นธรรมชาติแล้ว ยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เป็นช่วงเวลา Peak Time ที่พลาดไม่ได้เลย! เพราะว่าคุณจะได้ชมพระอาทิตย์ตกดินริมทะเล ไปพร้อมๆ กับการแช่ออนเซ็น!

อีกทั้งออนเซ็นฟุโรฟุชิแห่งนี้ ยังเป็น 1 ใน 100 สถานที่ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่นด้วย เรียกได้ว่า ท่องเที่ยวหลักหมื่น คุณภาพหลักล้านเลยทีเดียว

 

อาหารรสเลิศ

และเนื่องด้วยเป็นออนเซ็นที่อยู่ติดทะเล นอกจากอาหารญี่ปุ่นพื้นบ้านทั่วไปแล้ว แน่นอนว่าที่นี่คุณจะสามารถลิ้มรสอาหารทะเลกันแบบสดๆ ได้ด้วย เป็นการเที่ยวออนเซ็นที่คุ้มยิ่งกว่าคุ้มเลยล่ะค่ะ

 

จุดเด่นอีกอย่างของที่นี่ก็คือ อาหารที่ปรุงด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย เพราะว่าพ่อครัวแม่ครัวจะเลือกวัตถุดิบที่สดใหม่ที่สุด ชนิดที่ว่าจับได้กันในวันนั้นเลยทีเดียวมาประกอบอาหาร อีกทั้งยังปรุงด้วยกรรมวิธิอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองฟุคุอุระ เพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นบ้านอย่างเต็มที่ค่ะ

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เห็นแบบนี้แล้ว เริ่มเลือกไม่ถูกแล้วใช่ไหมคะว่าจะทัวร์เที่ยวหรือว่าทัวร์กินดี?

สำหรับใครที่สะดวกใช้ภาษาญี่ปุ่น ก็สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียด หรือว่าติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ รวมทั้งติดต่อจองห้องเพื่อเข้าพักได้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้ได้เลย  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Furoufushi Onsen
เวลาเปิด-ปิด: 08.00 – 16.00 น. (แต่ถ้าเป็นแขกที่พักอยู่ที่ออนเซ็น สามารถใช้ออนเซ็นหลัง 16.00 น. ได้)
ที่อยู่: 15−1  Shimokiyotaki, Fukaura, Henashi, Nishitsugaru District, Aomori 038-2327
Website: Furoufushi Onsen Official Website (ภาษาอังกฤษ)

เพื่อนๆ คนไหนที่เคยมีโอกาสไป หรือหากถึงช่วงที่สามารถเดินทางไปเที่ยวได้แล้ว ก็อย่าลืมกลับมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังกันด้วยนะคะ