Categories
BLOG

ทริปตะลุยญี่ปุ่นตอนเหนือ นั่ง Joyful Train สัมผัสเสน่ห์โทโฮคุ [ตอนแรก]

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกคน เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาเรากับเพื่อนมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ภูมิภาคโทโฮคุ ก็เลยอยากจะนำภาพสวยๆ ความประทับใจ และประสบการณ์ต่างๆ ที่เราไปพบเจอมาแบ่งปันให้กับทุกคน เพื่อที่ว่าเมื่อสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นแล้ว เพื่อนๆ จะได้ไปเที่ยวกันบ้าง ไปดูกันเลยดีกว่าว่าเราไปเที่ยวไหนมาบ้าง เย่ๆ !!

ทริปตะลุยญี่ปุ่นตอนเหนือ นั่ง Joyful Train เที่ยวโทโฮคุ

ทริปนี้เป็นทริปเก็บสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตและตามหาของกินอร่อยๆ ประจำท้องถิ่นในภูมิภาคโทโฮคุบริเวณ จ.อาโอโมริ, จ.อิวาเตะและจ.ยามางาตะ มีไฮไลท์อยู่ที่การนั่งรถไฟ Joyful Train มากถึง 4 ขบวน ซึ่งรถไฟ Joyful Train ที่ว่านี้เป็นรถไฟออกแบบพิเศษมีธีมเฉพาะตัวของ JR East รถไฟเหล่านี้ไม่ใช่แค่ยานพาหนะพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางเท่านั้น เพราะเพียงแค่ก้าวขาขึ้นก็ทำให้ใจเต้นกับบรรยากาศและความสนุกที่รออยู่บนขบวนรถ อีกทั้งระหว่างทางยังได้ชมวิวงามๆ สองข้างทางผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของรถไฟได้อีกด้วย! ทริปนี้เราไปกันเมื่อวันที่ 9-14 กันยายน 2020 ระยะเวลา 5 คืน 6 วัน ช่วงที่ไปนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน แต่อุณหภูมิอยู่ที่ไม่เกิน 27 องศาเซลเซียสซึ่งถือว่ากำลังสบายเลย สำหรับที่พักนั้น ในทริปนี้พวกเราพักโรงแรมที่โมริโอกะที่เดียวตลอดทริป ในแต่ละวันจะนั่งรถไฟ Joyful Train ไปเที่ยวตามจุดต่างๆ และจะกลับมาพักที่โรงแรมเดิมทุกคืน ซึ่งคิดว่าน่าจะง่ายสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากไปตามรอยพวกเรา เพื่อนๆ อาจเลือกไปตามบางวันหรือหากใครชอบ ก็ลองไปตามพวกเราทุกวันเลยก็ได้ เพราะทริปนี้เราเชื่อว่าจะทำให้เพื่อนๆ หลงรัก Joyful Train ได้อย่างแน่นอน!

DAY 1: Oirase Keiryu → Lake Towada

การเดินทางของเราเริ่มต้นด้วยการนั่งรถไฟชินคันเซนจากโตเกียวไปยังเมืองโมริโอกะ จังหวัดอิวาเตะตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน และเข้าพักที่ HOTEL METROPOLITAN MORIOKA NEW WING ซึ่งเราจะอยู่ที่นี่ตลอดทริปเลยค่ะ ดังนั้นการเดินทางไปที่ต่างๆ จะเริ่มต้นจากเมืองโมริโอกะ สำหรับในวันแรกนี้ เราไปเที่ยวที่โออิราเสะ เคริว

ออกเดินทางไปสำรวจธรรมชาติที่โออิราเสะ เคริว

jr bus tohoku
รถ JR BUS TOHOKU ที่สามารถนั่งได้ฟรีไม่จำกัดรอบโดยใช้ JR EAST PASS (Tohoku Area)
เกี่ยวกับการนั่งรถบัส JR ไปโออิราเสะ เคริว
ช่วงเวลาให้บริการ: กลางเดือนเมษายน-พฤศจิกายน
เส้นทาง: Yasumiya (Towadako) – Nenokuchi – Oirase Stream – Aomori Station / Hachinohe Station
*สามารถใช้ Japan Rail Pass หรือ JR East Pass Tohoku Area เพื่อขึ้นรถบัสได้ฟรี
**ไม่จำเป็นต้องจองตั๋วล่วงหน้า

โออิราเสะ เคริว (Oirase Keiryu) หรือ ลำธารโออิระเสะ คือเส้นทางน้ำที่ไหลลงมาจากเขายาเคยามะที่อยู่ในจังหวัดอาโอโมริ และไหลลงไปยังทะเลสาบโทวาดะ ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 14 กิโลเมตร ลำธารนี้จะไหลอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้และน้ำตกมากมาย กระแสน้ำที่ไหลผ่านก้อนหินเปลี่ยนรูปทรงไปมาอย่างไม่สุดสิ้น กลายเป็นผลงานศิลปะทางธรรมชาติที่งดงามเกินบรรยาย

เราขึ้นชินคันเซนจากสถานีโมริโอกะ (Morioka Station) ไปลงที่สถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) จากนั้นนั่งรถบัสอีกประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะเข้าเขตของโออิราเสะ เคริว โดยเราลงที่ป้าย คาโมอิ โนะ นางาเระ (Kumoi no Nagare) เพื่อเดินชมความงดงามของเส้นทางน้ำที่ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และน้ำตกตลอดทาง

oirase kumoi no taki
ระหว่างที่นั่งรถจะผ่านน้ำตกที่ชื่อว่าคุโมอิ โนะทากิ (Kumoi no Taki) ซึ่งคุณพี่คนขับรถจะจอดให้เราถ่ายรูปแป๊บนึงด้วย

เดินไปประมาน 50 นาที ก็จะถึงจุดมุ่งหมายแรกของพวกเรา นั่นก็คือ น้ำตกคุดัน โนะ ทากิ (Kudan no Taki) หรือน้ำตกเก้าชั้น ซึ่งในน้ำตกนี้มีหินยื่นออกมาเป็นชั้นๆ นับแล้วได้เก้าชั้นตามชื่อของน้ำตกนั่นเอง

kudan no taki
น้ำตกคุดัน โนะ ทากิ (Kudan no Taki) หรือน้ำตกเก้าชั้น
oirase path
สะพานไม้ระหว่างทางที่พาเราข้ามลำธาร
oirase path 2
ทางเดินระหว่างทางเต็มไปด้วยความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่และลำธารทั้งเล็กและใหญ่

หลังจากที่ถ่ายรูปกับน้ำตกจนพอใจแล้ว เราก็เดินต่อไปยังจุดมุ่งหมายต่อไปคือ น้ำตกโชชิ โอทากิ (Choshi Otaki) ซึ่งเป็นน้ำตกหลักเพียงหนึ่งเดียวในลำธารโออิระเสะ มีความกว้าง 20 เมตร สูง 7 เมตร ดูแล้วคล้ายคลึงกับน้ำตกไนแองการ่าของอเมริกา ทำให้น้ำตกนี้ถูกเรียกว่า “ไนแองการ่าขนาดเล็กของญี่ปุ่น”

choshi no taki
น้ำตกโชชิ โนะ ทากิ (Choshi Otaki) หรือที่ถูกเรียกว่า “ไนแองการ่าขนาดเล็กของญี่ปุ่น”

หมายเหตุ: คอร์สการเดินที่แนะนำไปข้างต้นมีระยะทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้เวลาเดินอย่างน้อย 1.5 ชม. สำหรับใครที่อยากจะย่นเวลาเดินให้น้อยลง และอยากถ่ายรูปที่น้ำตกทั้งสองแห่งให้มากขึ้น แนะนำให้ลงที่ป้ายรถบัส Choshi Otaki แล้วค่อยเดินย้อนกลับไปดูน้ำตก Kudan no Taki  จากนั้นจึงกลับมาขึ้นรถที่ป้ายเดิมเพื่อนั่งไปที่ทะเลสาบ จะเสียเวลาเดินน้อยกว่าและไม่เหนื่อยมากค่ะ

แผนที่ Oirase Keiryu

ล่องเรือชมความงามของทะเลสาบโทวาดะ

หลังจากถ่ายรูปจนพอใจแล้ว เราก็เดินไปขึ้นรถบัสที่ป้ายรถใกล้ๆ กับน้ำตกแห่งนี้ เพื่อไปลงที่ป้าย Nenokuchi อันเป็นที่ตั้งของทะเลสาบโทวาดะ ที่นี่เราสามารถนั่งเรือชมวิวทะเลสาบได้ เมื่อพร้อมแล้วก็ซื้อตั๋วแล้วขึ้นไปนั่งบนเรือกันเลย

towada kanko boat
เรือที่จะพาพวกเราท่องเที่ยวไปในทะเลสาบโทวาดะแห่งนี้

ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) เป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากภูเขาไฟระเบิดเมื่อราวๆ 2,000 ปีก่อน ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดอาโอโมริและจังหวัดอาคิตะ โดยจุดที่ลึกที่สุดมีความลึกถึง 326.8 เมตร และมีระยะทางรอบทะเลสาบรวม 46 กิโลเมตร ถือเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 12 ในญี่ปุ่น และเป็นทะเลสาบที่มีความลึกเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่นด้วย

วันนั้นตอนที่เราเดินอยู่ในป่าฝนตกหนักพอสมควร แต่พอไปถึงโทวาดะอากาศก็สดใสขึ้นมา วิวที่ได้เห็นจากบนรถสวยมากๆ เห็นท้องฟ้าสีฟ้ากับเมฆสีขาวและน้ำสีฟ้าในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน

towada view

นั่งเรือชมวิวได้ประมาณ 50 นาที เรือก็จะพาเรามาถึงอีกฝั่งหนึ่ง แถวนั้นเรียกว่า ยาสุมิยะ (Yasumiya)

towada pier
ท้องฟ้ากลับมาสดใสแล้ว

ที่ยาสุมิยะ เราได้แวะไปถ่ายรูปกับรูปปั้นแฝดสาว (Otome no sou) ที่อยู่ริมฝั่งของทะเลสาบ และเกาะกลางน้ำ (Ebisu Daikoku Island) หากใครมีเวลาก็สามารถเดินไปไหว้พระที่ศาลเจ้าโทวาดะที่อยู่ใกล้ๆ ได้ด้วย

otome no sou
รูปปั้นแฝดสาว (Otome no sou)
ebisu daikoku island
เกาะกลางน้ำ (Ebisu Daikoku Island)

แผนที่ทะเลสาบโทวาดะ

ก่อนกลับเราก็แวะไปกินอาหารกันที่ร้าน JR-House TOWADA โดยเลือกเมนูที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดอะกิตะนั่นก็คือ หม้อไฟคิริทัมโปะ เป็นเมนูที่ได้จากการนำเอาข้าวสวยมาบดหยาบๆ เอามาพันรอบไม้แล้วนำไปย่าง น้ำซุปทำมาจากน้ำต้มไก่ ใส่เห็ดต่างๆ และผักอื่นๆ ลงไป นับได้ว่าเป็นอาหารท้องถิ่นที่มีมานาน รสชาติอร่อยแบบเรียบง่าย

kiritanbo
หม้อไฟคิริทัมโปะ อาหารประจำจังหวัดอาคิตะ

หลังจากกินเรียบร้อย พวกเราก็พร้อมที่จะนั่งรถบัสกลับไปที่สถานีฮาชิโนเฮะ (Hachinohe Station) เพื่อที่จะได้นั่งชินคันเซนกลับไปที่เมืองโมริโอกะ

อิ่มอร่อยกับเมนูโมริโอกะเรเมน

สำหรับมื้อเย็นวันนี้ เราไปกินอาหารเส้นประจำเมืองโมริโอกะ ขอเกริ่นนิดนึงว่าอาหารโมริโอกะที่ดังๆ ได้แก่ วังโกะโซบะ, โมริโอกะเรเมน, และโมริโอกะจาจาเมนค่ะ แต่ในวันแรกวันนี้เราเริ่มจากการกินโมริโอกะเรเมน หรือก็คือหมี่เย็นโมริโอกะกันก่อน เมนูนี้สามารถหาได้ทั่วไปตามร้านอาหารในเมืองโมริโอกะเลย

seiroukaku menu
เมนูของร้าน Seiroukaku โดยมีเมนูขึ้นชื่อคือ หมี่เย็นและชุดเนื้อย่าง

ร้านที่เราไปกินวันนี้มีชื่อว่า Seiroukaku (盛楼閣) เป็นร้านเนื้อย่างที่ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟโมริโอกะ เดินเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น

หลังจากเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดดูเมนูแล้วสั่งโมริโอกะเรเมนกันเป็นอย่างแรก เวลาสั่งเราสามารถบอกพนักงานว่า “เบ็ทสึ คาไร่” (別辛い) ได้นะคะ เพื่อที่เวลาเสิร์ฟเค้าจะแยกซอสเผ็ดมาให้ (สำหรับใครที่ชอบกินเผ็ดอยู่แล้วไม่น่าไม่มีปัญหา เพราะรสชาติไม่เผ็ดไปกว่าอาหารไทยแน่นอน แต่ถ้าใครไม่กินเผ็ดแนะนำให้ค่อยๆ ใส่ซอสทีละนิดดีกว่า)

morioka reimen
โมริโอกะเรเมน หนึ่งในสามอาหารประเภทเส้นของจังหวัดอิวาเตะ

ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่า ในชามมีผลไม้ซ่อนอยู่ ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลค่ะ ตอนที่เราไปเป็นเดือนกันยายน เลยได้สาลี่มา (รูปในเมนูมักจะเป็นแตงโม ดังนั้นถ้าสั่งแล้วไม่ได้ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ)

นอกจากเมนูแนะนำอย่างโมริโอกะเรเมนแล้ว มาร้านเนื้อย่างทั้งทีก็ต้องสั่งยากินิคุมาลองด้วย เมนูที่เราสั่งในครั้งนี้คือ โจเทโชกุ หรือชุดเนื้อย่างยากินิคุของร้านนั่นเอง

joteishoku set
ชุดเนื้อย่างโจเทโชกุ ซึ่งมาพร้อมข้าว ซุปสาหร่าย สลัด และเครื่องเคียงต่างๆ

รสชาติของเจ้าเรเมนชามนี้ต้องบอกว่าแปลกใหม่ เพราะคนไทยเราไม่คุ้นกับหมี่เย็นที่กินพร้อมกับผลไม้… แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้ากินแบบไม่เผ็ดเลยรสชาติมันจะจืดๆ ไปหน่อย ถ้าใส่ซอสพริกที่เค้าให้มาด้วยนั้นจะทำให้อร่อยมากขึ้นค่ะ

แผนที่ร้าน SEIROUKAKU

หลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว เราก็กลับโรงแรมไปนอนพักเอาแรงที่โรงแรม HOTEL METROPOLITAN MORIOKA NEW WING เพื่อที่จะลุยต่อในวันต่อไป

hotel morioka new wing
HOTEL METROPOLITAN MORIOKA NEW WING ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟโมริโอกะ เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว

โรงแรมที่เราพักครั้งนี้ชื่อว่า HOTEL METROPOLITAN MORIOKA NEW WING ซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟโมริโอกะ เดินเพียงแต่ 5 นาทีเท่านั้นเอง

**ที่สถานีโมริโอกะมี Hotel Metropolitan อยู่สองแห่ง เวลาจองให้ดูดีๆนะคะ**

hotel morioka twin room
ห้องนอนของเราเป็น Twin Room สองเตียงใหญ่ๆ

พวกเราได้ห้อง Twin Room เป็นเตียงควีนไซส์สองเตียงที่เหมาะกับเราและเพื่อนที่มากันสองคนสุดๆ ภายในห้องมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ไม่เล็กเหมือนกับห้องพักส่วนใหญ่ที่โตเกียว ส่วนเตียงก็ไม่นุ่มจนเกินไป นอนสบาย แต่ที่ดีใจสุดคือ ปกติเวลาไปพักโรงแรมเราจะไม่สามารถเลือกหมอนได้ แต่ว่าที่นี่มีหมอนทั้งแบบนุ่มและแข็งให้เลือกได้ตามใจเลย นอกจากนี้ก็ยังมีทีวีและตู้เย็น พร้อมทั้งเครื่องดื่มอย่างน้ำเปล่า ชา และกาแฟเตรียมไว้ให้อีกด้วย ได้ห้องพักดีๆ แบบนี้ เราก็จะได้พักผ่อนสบายๆ เตรียมตัวเที่ยวในวันต่อๆ ไป

แผนที่โรงแรม HOTEL METROPOLITAN MORIOKA NEW WING

DAY 2: Nebuta Museum WARASSE → A-FACTORY → Resort Shirakami → Hirosaki Apple Park → Hirosaki Park

ตื่นเช้ามาวันนี้เราก็ทานอาหารเช้าของทางโรงแรมก่อนเลย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทางโรงแรมเลยเปลี่ยนจากบุฟเฟ่ต์มาเป็นการเสิร์ฟอาหารถึงโต๊ะแทน โดยเราสามารถเลือกได้ว่าอยากทานอาหารแบบญี่ปุ่น ที่จะมีปลาย่างเปลี่ยนไปในทุกๆ วัน หรือแบบฝรั่ง American Breakfast ซึ่งสามารถเลือกประเภทของไข่ ได้แก่ ไข่ดาว ไข่ข้น ไข่คน หรือไข่ม้วนได้

breakfast morioka
อาหารเช้าแบบฝรั่ง (เราเลือกไข่ Scrambled Egg) แต่ก็มีแบบญี่ปุ่นให้เลือกด้วยนะ

วันนี้เราจะไปตะลุยกันที่จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของเกาะฮอนชู เกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น โดยขึ้นซินคันเซ็นแล้วไปต่อด้วยรถไฟสายท้องถิ่น และลงที่สถานีอาโอโมริ (Aomori Station)

รู้จักกับเทศกาลเนบุตะ ที่ Nebuta Museum WARASSE

เมื่อไปถึงเราก็มุ่งหน้าไปยัง Nebuta Museum WARASSE เพื่อไปดูความเป็นมาของเทศกาลเนบุตะ เทศกาลที่สำคัญประจำจังหวัดอาโอโมริ

nebuta museum warasse
อาคาร Nebuta Museum WARASSE ซึ่งในวันที่เราไปนั้น มีน้องๆ นักเรียนอนุบาลมาทัศนศึกษาด้วย

เทศกาลเนบุตะ (Nebuta Matsuri) เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว โดยจะจัดในวันที่ 2-7 สิงหาคมของทุกปี ไฮไลท์ของงานเทศกาลนี้คือขบวนพาเหรดที่จะแห่โคมไฟสีขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยขบวนกลองไทโกะ เหล่านักดนตรี และการแสดงเต้นพื้นเมืองนำขบวนแห่ ซึ่งเทศกาลเนะบุตะนี้ถือเป็น 1 ใน 3 งานเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุเลยทีเดียว

nebuta model
แบบจำลองขบวนแห่ในเทศกาลเนบุตะ
nebuta lantern 2019
โคมไฟเนบุตะโคมไฟสีที่ทำจากกระดาษสีต่างๆ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปี 2019

ในพิพิธภัณฑ์นี้มีการเล่าประวัติความเป็นมาของเทศกาลเนบุตะ และยังมีโคมไฟสีที่ทำจากกระดาษสีต่างๆ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปี 2019 โชว์ไว้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของงานนี้อีกด้วย ปกติแล้วจะมีการสอนเต้นรำและตีกลองไทโกะ เพื่อที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ราวกับได้อยู่ในงานเทศกาลจริงๆ แต่เนื่องจากโควิด-19 จึงต้องยกเลิกกิจกรรมไป แต่ทางพิพิธภัณท์ก็มีโชว์การตีกลองพร้อมสอนเต้นรำอย่างง่ายๆ แทนค่ะ

nebuta lantern 2

แผนที่ Nebuta Museum WARASSE

กิน “นกเกะด้ง” ที่ Aomori Gyosai Center

หลังเที่ยวพิพิธภัณท์เสร็จแล้ว ท้องก็เริ่มร้องหาข้าวเที่ยง ในเมื่อมาถึงอาโอโมริทั้งทีเราก็ต้องไปกินของขึ้นชื่อของที่นี่กัน นั่นก็คือ “นกเกะด้ง (Nokkedon)” หรือข้าวหน้าปลาดิบแบบที่เราสามารถเลือกจัดหน้าเองได้ ที่ Aomori Gyosai Center

Aomori Gyosai Center
Aomori Gyosai Center ที่ที่เราจะมากิน “นกเกะด้ง (Nokkedon)” หรือข้าวหน้าปลาดิบที่เลือกหน้าเองได้

สำหรับวิธีการกิน เริ่มแรกเลยเราต้องไปซื้อคูปองเงินสดเป็นดวงๆ เพื่อนำไปแลกข้าวและหน้าอาหารทะเลต่างๆ โดยหน้าอาหารทะเลแต่ละหน้าก็จะมีค่าคูปองไม่เท่ากัน เช่น ข้าวสวยใช้สองใบ ส่วนหน้าปลาดิบและอาหารอื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้หนึ่งใบ แต่ถ้าเป็นอาหารที่พิเศษหน่อยอย่าง โอโทโร่ หรือ หอยโฮตาเทะ ก็จะใช้มากกว่าหนึ่งใบ โดยเราสามารถเลือกซื้อได้ทุกร้านที่อยู่ในอาคารนี้เลย

aomori gyosai center ticket
อย่างแรกที่ต้องทำคือ ไปซื้อคูปองแลกอาหารก่อน 1,500 เยน จะได้คูปองมา 10 ใบ
aomori gyosai
หน้าแต่ละชนิดใช้คูปองแลกไม่เท่ากัน
nokkedon shop
หลังจากที่เราจ่ายคูปองไปแล้ว คุณป้าและคุณลุงก็จะนำหน้าที่เราเลือกมาจัดวางบนข้าวของเราให้

หลังจากที่เรายื่นคูปองให้คนขาย เค้าก็จะนำอาหารทะเลต่างๆ ที่เราเลือกไว้มาโปะบนข้าวสวย เราสามารถเลือกหน้าอาหารทะเลได้ตามต้องการ (ตามความอยากและงบในมือ แหะๆ) นกเกะด้งที่เราได้มาแบบจัดเต็มนี้คำนวณแล้วตกอยู่ที่ประมาณ 3,000 เยนค่ะ

nokkedon aomori gyosai
หน้าตาของนกเกะด้งที่เราเลือกมีแต่สิ่งที่อยากกิน ไม่ว่าจะเป็นกุ้งตัวโต หอยโฮตาเทะ ปลาแซลมอล ไข่ปลาแซลมอล และปลาทูน่า

การได้เลือกข้าวหน้าอาหารทะเลตามใจตัวเองแบบนี้เป็นอะไรที่สนุกมากๆ คือสนุกตั้งแต่ยังไม่ทันได้กินเลยแหละ เพราะต้องเลือกหน้าที่อยากกินและพยายามจัดให้สวย (เพราะอยากถ่ายรูป) ส่วนรสชาติก็อร่อยไม่ผิดหวังแถมสดมากด้วย ใครไปอาโอโมริไม่ควรพลาดจริงๆ ค่า

แผนที่ Aomori Gyosai Center

หลังจากอิ่มข้าวแล้ว เราก็ต้องไปต่อด้วยของหวาน อาโอโมริเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องแอปเปิ้ลอย่างมาก เราเลยจะไปหาของหวานที่มีแอปเปิ้ลเป็นวัตถุดิบกัน โดยเดินตรงไปที่ A-Factory ซึ่งอยู่ข้างๆ Nebuta Museum WARASSE

ไปช้อปของกินและของฝากที่ A-Factory

a-factory
A-Factory ซึ่งอยู่ข้างๆ Nebuta Museum WARASSE

ที่นี่มีของฝากที่เกี่ยวกับแอปเปิ้ลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมหวานอย่างพายแอปเปิ้ล หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่ทำจากแอปเปิ้ลด้วย

a-factory goods
ที่นี่ขายทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และของฝากที่ทำมาจากแอปเปิ้ลเป็นส่วนใหญ่

แต่วันนี้ที่เราตามหาคือแอปเปิ้ลเจลาโต้ค่ะ ซึ่งที่นี่มีแอปเปิ้ลเจลาโต้หลายรสชาติตามฤดูของพันธุ์แอปเปิ้ลในช่วงนั้นๆ โดยตอนที่เราไปก็มีให้เลือกอยู่ 4 แบบ 4 พันธุ์ด้วยกัน

a-factory gelato
ตอนที่เราไปมีเจลาโต้ 4 แบบให้เลือกคือ Kogyoku ที่เป็น apple milk, และ Akane, Jonagold, Orin ที่เป็น apple sherbet ซึ่งจะมีความแตกต่างทั้งความหวานและความเปรี้ยว
a-factory gelato 2
และนี่คือเจลาโต้ของเรา เย้!

ที่น่าสนใจนอกจากเจลาโต้ก็จะมีแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ทำจากแอปเปิ้ลสายพันธุ์ตามฤดูกาลเช่นกัน ทำให้น้ำไซเดอร์ที่ได้มามีสีไม่เหมือนกันเลยสักขวด ส่วนวิธีการเลือกของเราก็คือ เลือกสีที่ชอบไปเลย รสชาติจะเป็นไงค่อยไปลุ้นกันเอาเอง

a-factory apple cider
แอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ทำจากแอปเปิ้ลสายพันธุ์ตามฤดูกาล ทำให้น้ำไซเดอร์ที่ได้มามีสีไม่เหมือนกันเลยสักขวด

แผนที่ A-Factory

กระโดดขึ้น Resort Shirakami (Buna) รถไฟ Joyful Train ที่เก่าแก่ที่สุด

หลังจากช้อปปิ้งเสร็จแล้ว เราก็เตรียมตัวขึ้นรถไฟที่เป็นไฮไลท์ของเราในครั้งนี้นั่นก็คือ รถไฟ Resort Shirakami (Buna) ซึ่งเราจะนั่งจากสถานีอาโอโมริ (Aomori Station) ไปลงที่สถานีฮิโรซากิ (Hirosaki Station)

resort shirakami buna front
หน้าตาของเจ้ารถไฟ Resort Shirakami (Buna)

resort shirakami buna design
ลวดลายของเจ้ารถไฟ Resort Shirakami (Buna)

รถไฟ Resort Shirakami เป็นรถไฟ Joyful Train ขบวนแรกของญี่ปุ่น ออกแบบโดยสำนักออกแบบชื่อดัง Ken Okuyama Design สำหรับขบวนที่เราได้นั่งมีชื่อว่า Buna แต่นอกจากนี้ยังมีรถไฟ Resort Shirakami อีกสองขบวนคือ Aoike และ Kumagera ซึ่งมีสีสันและการตกแต่งที่แตกต่างกันไป

resort shirakami buna interior
ด้านในขบวนรถไฟใช้เบาะที่มีสีสันสดใส นี่คือที่นั่งแบบทั่วไป เหมือนรถไฟปกติ
resort shirakami seats
นอกจากนั้นยังมีขบวนที่เป็นตู้โดยสารซึ่งมีจะความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
resort shirakami seats 2
ตู้โดยสารส่วนตัว เหมาะกับการมาเป็นครอบครัว หรือต้องการความเป็นส่วนตัว

นอกจากที่นั่งแล้ว ยังมีส่วนที่เป็นเคานท์เตอร์บาร์ ที่ตั้งอยู่ที่ขบวนตรงกลางของรถไฟขบวนนี่ ที่มีเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งมีแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์)และไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำเปล่า กาแฟ) ให้ซื้อดื่มกันได้ในช่วงที่ระหว่างเดินทางนี้อีกด้วย

ในครั้งนี้พวกเราได้ที่นั่งแบบส่วนตัวมากๆ นั่งชมวิวธรรมชาติของภูเขา ป่าไม้ และทุ่งนาสีเขียวชะอุ่ม พร้อมหยิบขนมกับเครื่องดื่มที่ซื้อมากินกันเพลินๆ ได้บรรยากาศสุดๆ หลังจากผ่านไปประมาณ 20 นาที ก็ถึงเวลาที่ต้องบ๊ายบายรถไฟขบวนนี้ซะแล้ว


ตะลุยเก็บแอปเปิ้ลที่ Hirosaki Apple Park

เมื่อไปถึงสถานีฮิโรซากิ (Hirosaki Station) เราก็ไม่รอช้า นั่งแท็กซี่ไปเก็บแอปเปิ้ลสดๆ กินกันที่ Hirosaki Apple Park

hirosaki apple park
Hirosaki Apple Park ที่เราจะมาเก็บแอปเปิ้ลกันในวันนี้

ที่ Hirosaki Apple Park เราสามารถเลือกเก็บแอปเปิ้ลได้เท่าที่เราอยากเอากลับไป โดยทางสวนจะคิดราคาเป็นกิโลกรัม ซึ่งแตกต่างจากที่อื่นที่จะเป็นการเหมาชั่วโมง

เมื่อไปถึงเราก็แจ้งกับพนักงานว่าเราสนใจที่จะเก็บแอปเปิ้ล จากนั้นทางสวนจะให้คนมาพาเราไปเด็ดแอปเปิ้ลเลย โดยเค้าจะสอนวิธีการดูว่าแอปเปิ้ลลูกไหนที่ถึงเวลาทานได้แล้ว พร้อมกับสอนวิธีการเด็ดที่ถูกต้องให้ด้วย หลังจากที่เราเด็ดจนพอใจแล้ว เค้าก็จะจากไปเพื่อให้พวกเราถ่ายรูปกันเองตามสบาย

hirosaki apple field
เก็บแอปเปิ้ลกันเถอะ!
hirosaki apple
ถ้าอากาศดี เราจะได้เห็นพื้นหลังเป็นภูเขาอิวากิด้วย
hirosaki apple farm
ต้นแอปเปิ้ลเต็มไปหมดเลยจ้า

สำหรับแอปเปิ้ลที่เราสามารถเด็ดได้ตอนนี้คือ แอปเปิ้ลสีแดงพันธุ์ Miki life และสีเขียวพันธ์ุ Kiou ซึ่งเป็นพันธุ์ผสมระหว่าง Orin กับ Hatsuaki

แอปเปิ้ลสองพันธุ์ที่เราสามารถเก็บได้ในวันนี้
hirosaki apple pick
แอปเปิ้ลที่เก็บได้แล้ว พนักงานเค้าบอกว่า มันจะต้องออกเป็นแบบนี้… ซึ่งดูได้ยากมาก เราก็จะถามคุณพี่พนักงานตลอดว่า มันได้ไหม ซึ่งเขาก็จะแนะนำและอธิบายอย่างดี
hirosaki apple
แอปเปิ้ลลูกใหญ่อยู่นะ เทียบกับมือเรา

แผนที่ Hirosaki Apple Park

หลังจากได้แอปเปิ้ลกลับมา 4 ลูก (ประมานหนึ่งกิโลกรัม) เราก็นั่งแท็กซี่ต่อไปยังปราสาทฮิโรซากิ ซึ่งเป็นปราสาทชื่อดังของเมืองฮิโรซากินั่นเอง

ข้อมูลการเดินทางในบริเวณฮิโรซากิ
ในบริเวณฮิโรซากิจะมีรถบัสประจำทางให้บริการในเส้นทางต่อไปนี้
Hirosaki Station <-> Hirosaki Apple Park
Hirosaki Station <-> สวนปราสาทฮิโรซากิ
ทั้งนี้ จะไม่มีรถบัสที่ให้บริการตรงระหว่าง Hirosaki Apple Park <-> สวนปราสาทฮิโรซากิ ค่ะ ดังนั้นเพื่อนๆ ที่จะเดินทางโดยรถบัสต้องไปต่อรถที่ Hirosaki Station กันนะคะ แต่หากไม่มีเวลาหรือกำลังเร่งรีบเพื่อนๆ ก็สามารถนั่งแท็กซี่ได้ค่ะ โดยราคาค่าแท็กซี่จะมีดังนี้
Hirosaki Station <-> Hirosaki Apple Park 2,000 เยน
Hirosaki Apple Park <-> สวนปราสาทฮิโรซากิ 2,000 เยน

เยี่ยมชมสวนปราสาทฮิโรซากิ

ปราสาทนี้มีชื่อเสียงอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงซากุระบาน เพราะเราจะเห็นสีชมพูของซากุระคู่ไปกับปราสาท พร้อมกับพื้นหลังเป็นเขาอิวากิด้วย

hirosaki park entrance
ทางเดินเข้าไปในเขตปราสาทฮิโรซากิ
hirosaki park 1
บรรยากาศร่มรื่นมาก ต้นไม้สีเขียวเต็มไปหมดเลย
hirosaki park 2
เดินข้ามสะพานเพื่อจะไปยังตัวด้านในปราสาท
hirosaki castle
ปราสาทฮิโรซากิ ถ้าอากาศดีจะได้เห็นภูเขาอิวากิอยู่ด้านหลังด้วย
hirosaki park 3
ในระหว่างทางที่เดินกลับ ก็ได้เห็นใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนสีบ้างแล้ว

แผนที่สวนปราสาทฮิโรซากิ

เที่ยวเสร็จแล้วเราก็นั่งแท็กซี่กลับไปยังสถานีฮิโรซากิ เพื่อที่จะกลับไปเมืองโมริโอกะ และไปกินเมนูเส้นชื่อดังของเมืองนี้อีกหนึ่งเมนู วันนี้เมนูเส้นที่เราเลือกคือ โมริโอกะจาจาเมน ของร้าน Pairon ค่ะ

ได้เวลาลองชิมโมริโอกะจาจาเมน

pairon
ร้าน Pairon ที่เราไปนั้นเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในสถานีรถไฟโมริโอกะ หาไม่ยาก

โมริโอกะจาจาเมนใช้เส้นอุด้งที่ทำมาจากถั่วเหลือง เสิร์ฟแบบแห้งไม่มีน้ำซุป โรยหน้าด้วยแตงกวา ซอสมิโสะ และขิง วิธีกินคือให้คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นสามารถปรุงรสเพิ่มด้วยการใส่กระเทียม น้ำส้มสายชู และน้ำมันพริกรายุ เพื่อเพิ่มความเผ็ดตามแบบที่ตัวเองชอบได้เลย

jajamen
หน้าตาของเจ้าโมริโอกะจาจาเมน (ใครที่คิดถึงจาจังมยอนของเกาหลีอยู่อาจจะผิดหวังหน่อยๆ เพราะมันไม่เหมือนกันจ้า)
jajamen 2
ก่อนกินก็คนให้เข้ากันก่อน ใครที่อยากให้รสเข้มขึ้นก็ใส่มิโสะเพิ่มได้ ส่วนใครอยากได้เผ็ดๆ หน่อยก็ใส่น้ำมันรายุได้เลย
jajamen miso
มิโสะแบบพิเศษของทางร้านเผื่อใส่เพิ่ม และไข่ที่จะเอามาใช้ทำจีตันตอนท้าย

และเมื่อกินจนใกล้หมดชาม (เหลือไว้สักคำสุดท้าย) เราสามารถเลือกออพชั่นเสริมที่เรียกว่า “จีตัน” ได้ ซึ่งก็คือการเติมไข่ดิบแล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นทางร้านก็จะเติมซุปร้อนๆ ให้ โดยเราสามารถปรุงรสเพิ่มเติมด้วยการใส่ซอสมิโสะและน้ำมันรายุได้

chiitan soup
หน้าตาของเจ้าจีตันก็จะเป็นแบบนี้ คล้ายๆ ซุปไข่ที่มีรสมิโสะ

ความรู้สึกต่อเมนูอาหารนี้… คงต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ในรสชาติ ด้วยรสชาติของมิโสะที่คนไทยน่าจะไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่อาจจะทำให้รู้สึกไม่อร่อย แต่เราคิดว่าถ้าเติมน้ำมันรายุลงไปให้เผ็ดขึ้นจะทำให้รสชาติอร่อยถูกปากคนไทยกว่าเดิมนะคะ

แผนที่ร้าน Pairon

หลังจากกินอาหารมื้อนี้เสร็จแล้ว เราก็กลับไปนอนพักเอาแรง และเตรียมตัวเดินทางต่อในวันถัดไปกัน

DAY 3: POKÉMON with YOU Train → Geibikei → Takkoku no Iwaya → Chusonji → Motsuji

เส้นทางระหว่างวัดมตสึจิ (Motsuji Temple) ไป Morioka Temple
Motsuji Temple -> Hiraizumi Station: รถบัส
Hiraizumi Station -> Ichinoseki Station: รถไฟ
Ichinoseki Station -> Morioka Station: รถไฟชินคันเซ็น
*ถ้าเพื่อนๆ ถือ Japan Rail Pass หรือ JR EAST PASS (Tohoku Area) สามารถใช้บัตร Pass ขึ้นรถไฟได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
**ช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายนจะมีรถบัสให้บริการเส้นทางระหว่างเกบิเคและ Hiraizumi โดยใช้เวลา 35 นาทีในการเดินทาง

วันนี้เรามีเป้าหมายสำคัญคือการไปนั่งรถไฟโปเกมอน! ตื่นเช้ามาเราก็ออกเดินทางจากเมืองโมริโอกะ ไปสถานีอิชิโนเซกิ (Ichinoseki Station) เพื่อขึ้นรถไฟ POKÉMON with YOU Train

ไปหาปิกาจูบนรถไฟ POKÉMON with YOU Train

pokemon with you train
หน้าตาของเจ้ารถไฟ POKÉMON with YOU Train

POKÉMON with YOU Train คือรถไฟ Joyful Train ที่วิ่งระหว่างสถานีอิชิโนเซกิ (Ichinoseki Station) ในจังหวัดอิวาเตะ ถึงสถานีเคเซนนุมะ (Kesennuma Station) ในจังหวัดมิยางิ ด้านในรถไฟตกแต่งเป็นธีมของเจ้าปิกาจูสุดแสนจะน่ารัก คนที่ชอบโปเกมอนหรือมากับเด็กๆ ที่ชอบไม่ควรพลาดเลยจริงๆ เพราะมัน น่า–รัก–มากก!!!

**ที่นั่งต้องสำรองล่วงหน้านะคะ แล้วเต็มไวมากๆ!! แนะนำให้เช็คทางเว็บของ JR บ่อยๆ เพราะว่าวันหนึ่งมีแค่ขบวนเดียว ขาไปและขากลับ เท่านั้นจ้า**

พอเรานั่งรถไฟมาถึงสถานีอิชิโนเซกิ เราก็จะรู้ได้เลยว่าที่นี่มีรถไฟปิกาจูแน่นอน เพราะด้านหน้าสถานีมี photo spot เป็นน้องปิกาจูมาต้อนรับเราถึงที่เลย ซึ่งพอเราเดินเข้าเกทไปแล้วระหว่างทางเดินไปชานชาลา ตามหน้าต่าง ป้ายบอกทาง ทางเดิน บันได หรือแม้แต่เสาก็เต็มไปด้วยปิกาจูทั้งนั้น เป็นกิมมิกเล็กๆ น่ารัก สมกับเป็นญี่ปุ่นจริงๆ ถ้าคนที่เป็นแฟนคลับโปเกม่อน แค่ระหว่างทางเดินไปขึ้นรถไฟเห็นแบบนี้ต้องใจเต้น รู้สึกคึกคักสุดๆ เป็นแน่

pokemon ichinoseki station
เมื่อมาถึงที่สถานีอิชิโนเซกิก็จะเจอเจ้าปิกาจูตัวโตมาต้อนรับ
pokemon sign ichinoseki
ป้ายบอกทางต่างๆ ซึ่งมีเจ้าปิกาจูเต็มไปหมดเลย
pikachu decoration
เมื่อมองกลับขึ้นไปก็จะเจอนายสถานีปิกาจูกล่าวต้อนรับอยู่
ichinoseki station
พร้อมออกเดินทางแล้วจ้า

พอขบวนเทียบเห็นดีไซน์ด้านนอกเป็นปิกาจูวิ่งดุ๊กดิ๊กเต็มไปหมด เข้าไปในขบวนก็น่ารักไม่แพ้กัน โดยภายในรถไฟจะตกแต่งด้วยปิกาจูสุดน่ารักเต็มไปหมดทั้งตู้ รถไฟคันนี้จะแบ่งเป็นออกเป็นแค่สองขบวนเท่านั้น ขบวนแรกจะเป็นตู้โดยสารที่นั่ง ที่ตกแต่งด้วยปิกาจูเต็มทั้งตู้ ส่วนขบวนหลังนั้นจะเป็นเพลย์รูมที่มีเจ้าตุ๊กตาปิกาจูอยู่เต็มไปหมด

pokemon with you exterior
ขบวนรถไฟนี้ก็เป็นสีเหลืองพร้อมกับเจ้าปิกาจูเต็มไปหมดเลย
ที่ประตูก็ยังมีน้องอีก

พอขึ้นไปเห็นที่นั่งผู้โดยสารแล้วความคาวาอี้และดีไซน์ที่แบบเห็นชัดเจน หรือเล็กน้อยก็มีเต็มไปหมดจนแทบจะตาลายในความน่ารักเลย คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มีครบหมดเลยจริงๆ ไม่ว่าจะไฟเพดานขบวนที่เป็นลายโปเกม่อน ที่นั่งผู้โดยสารตรงมุมก็จะมีโปเกบอลแต่ละสีไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ตรงมุมที่นั่งยังเป็นรูปปิกาจูเล็กๆ เลย คาวาอี้!!

pokemonwithyou-8
ทางเข้าของขบวนก็มีป้ายชื่อรถไฟบอกด้วย
pokemon with you interior
ภายในขบวนที่นั่ง แน่นอนว่าตกแต่งเป็นโทนสีเหลืองน้ำตาล พร้อมกับน้องๆ ปิกาจูเต็มไปหมด (มีโปเกบอลสีต่างๆ ที่ราวจับด้วยจ้า)
pokemon with you seat
และที่นั่งนั้นนนนน น่ารักกกกก
หน้าตาเบาะที่นั่งก็จะเป็นปิกาจูแน่นอน

พอขบวนออก พนักงานก็จะมาแจกของที่ระลึก และแจ้งเวลาเข้าห้องเพลย์รูมให้เรา (เพราะอยู่ในช่วงโควิด-19 เลยต้องมีการแบ่งรอบกระจายคนให้เข้าไปในเพลย์รูมเพื่อที่จะได้ไม่ไปอัดกันรอบเดียว) แล้วเขาก็จะให้กระดาษไว้สะสมสแตมป์ตามสถานีที่ผ่านด้วย เพราะทุกสถานีจะจอดประมาณ 5-10 นาทีให้ลงไปถ่ายรูป สแตมป์ หรือที่สถานีนั้นๆ ก็จะมี photospot ให้ถ่ายรูปด้วย

pokemon with you souvenir
หมวกนายสถานีปิกาจูและสมุดที่ระลึก
pokemon with you
เนื่องจากยังเป็นช่วงโคโรน่า เลยต้องแบ่งคนเข้าห้อง Playroom เป็นสองรอบ ซึ่งสามารถเลือกได้

พอถึงเวลาให้เข้าเพลย์รูมได้ เราก็คงต้องพูดว่าน่ารักอีกแล้ว!! >< เข้ามาปั๊บ เราก็จะเห็นปิกาจูตัวโตๆ นอนมองต้อนรับเราเลยละ หันไปทางไหนมีแต่มุมถ่ายรูปทั้งนั้นเลยเพราะมันน่ารักจริงๆ! แถมเขายังมีพร็อพถ่ายรูปให้ด้วย ไม่ว่าจะที่คาดผม หางปิกาจู ตุ๊กตาปิกาจูมากมาย หรือถ้ามากับเด็กก็มีหมวกเสื้อนายสถานีให้ใส่ถ่ายรูปด้วย เรียกได้ว่า สำหรับคนที่ไม่ได้เอาพร็อพมาถ่าย ที่นี่เขามีให้พร้อมเลยทีเดียว แถมพนักยังเฟรนลี่มากๆ คอยถ่ายรูปให้เราเรื่อยๆเลย

pokemon with you playroom
ห้อง Playroom มีเจ้าปิกาจูเต็มไปหมดเลยย น่ารักกกก
pokemon
อยากลองเป็นคนขับรถไฟคันนี้ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนั้น บนขบวนก็ยังมีเบนโตะขายด้วยนะ และถ้าซื้อก็จะได้ถุงผ้าที่เป็นลายปิกาจูอีกด้วย

pokemon with you bento
ข้าวกล่องเบนโตะที่มาพร้อมกับถุงเบนโตะลายปิกาจู

ระหว่างทางเราจะเห็นได้ชัดเลยว่าจะผ่านแต่สถานีที่ค่อนข้างชนบท คิดว่าเพื่อส่งเสริมรายได้ในท้องถิ่นของจังหวัด เป็นความใส่ใจและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ฉลาดสมเป็นญี่ปุ่นจริงๆ ค่ะ^^

 

หลังจากนั่งและถ่ายรูปไปสักพักก็ถึงเวลาที่เราจะต้องโบกมือลาลงจากรถไฟปิกาจูขบวนนี้แล้ว เราลงที่สถานีเกบิเค (Geibikei Station) เพื่อเดินทางไปเที่ยวต่อที่หุบเขาเกบิเค

ล่องเรือท่ามกลางธรรมชาติ ณ หุบเขาเกบิเค

geibikei ticket
ตั๋วนี้จะเป็นตั๋วนั่งเรือที่มีคนพาย ใช้ได้ทั้งไปและกลับ

หุบเขาเกบิเค เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดอิวาเตะ เราสามารถนั่งเรือพายเพื่อชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติตามเส้นทางของสายน้ำ ผ่านลำธารน้ำใสและผาหินที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่จะเปลี่ยนสีไปตามแต่ฤดู โดยมีนายท้ายคอยแจวเรือพานักท่องเที่ยวล่องเรือไปเรื่อยๆ พร้อมกับอธิบายความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ แถมยังร้องเพลงเพราะๆ ให้เราฟังอีกด้วย นึกภาพง่ายๆ ก็เหมือนกับเวนิเซียที่แล่นในป่าเลยละ

geibikei 1
ผาหินสูงใหญ่ที่แซมด้วยต้นไม้ใหญ่สีเขียว น่าตื่นตาตื่นใจมาก
geibikei 2
เรืออีกลำที่สวนมา พร้อมกับน้องเป็ดที่ว่ายนำอยู่ด้านหน้า
geibikei trip
เวลาที่ผ่านจุดต่างๆ นายท้ายเรือที่พายเรือก็จะเล่าประวัติความเป็นมาให้เราฟังด้วย
geibikei 3
จุดต่างๆ ที่จะมีน้องเป็ดแล่นไปด้วยกับเราตลอด
น้องเป็ดก็จะว่ายเร็วหน่อยๆ น่ารักกก
ที่แห่งนี้เราจะเห็นได้เลยว่า มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างมาจริงๆ
นอกจากโตรกหินใหญ่ๆ ยังมีต้นไม้ขึ้นเต็มตลอดทางอีกด้วย

ที่นี่ช่วงซากุระก็จะมีซากุระบานตามทาง หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นดอกฟูจิสีม่วงรากไทรตามทางน้ำสวยงามมากๆ ส่วนฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้ก็จะผลัดใบเปลี่ยนสีเป็นสีแดงเหลือง และฤดูหนาวก็จะมีหิมะสีขาวโพลนไปหมด ช่วงที่เราไปคือฤดูร้อน ก็จะเห็นความเขียวขจีและน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ตลอดทางมีน้องเป็ดเดินทางไปกับเราด้วยแหละ น่ารักมากเลยค่ะ โดยเราสามารถซื้ออาหารให้น้องเป็ดและปลาที่ว่ายไปพร้อมกับเรือของเราได้ด้วยนะ

เรือจะล่องไปถึงจุดสุดท้ายที่ชื่อว่า ไดเกอิบิกัน ซึ่งเค้าจะปล่อยให้เราลงไปเดินเล่น ที่นั่นเราสามารถท้าทายความสามารถตัวเองได้ด้วยการโยนหินโชคดี “อุนดามะ” ราคา 100 เยนจะได้ 5 ลูก เราสามารถเลือกได้ว่าจะขอพรในเรื่องอะไร แล้วพยายามโยนหินให้ลงรูที่โขดหิน ถ้าใครโยนไปลงรูอยู่ตรงกลาง ได้ละก็ เค้าว่าจะสมหวังในสิ่งที่ขอ (แต่อยากบอกว่ายากมากจ้าาาา นี่เราไม่ใกล้เคียงเลยสักนิดดดด)

daigeibi
จุดสุดท้ายที่เรือไปจอดให้เราเดินไปเองก็คือ ไดเกอิบิกัน
geibikei 4
เดินมุ่งหน้าไปยัง ไดเกอิบิกัน กันเลย
geibikei 5
ไม่ต้องเป็นห่วง ภาษาไทยก็มีบอกนะ
geibikei 6
เลือกได้เต็มที่เลยจ้า
undama geibikei
หินโชคดี “อุนดามะ” ที่มีตัวคันจิความหมายต่างๆ ให้เลือกโยนได้
undama 2
เห็นหลุมเล็กสีดำด้านขวาของรูปไหม นั้นละรูที่เราต้องโยนเข้าให้ได้

ขากลับคุณพี่นายท้ายเรือก็ร้องเพลงที่เป็นเพลงประจำของสถานที่แห่งนี้ให้เราฟัง ก่อนจะไปส่งเรากลับขึ้นฝั่ง

แผนที่เกบิเค

เมื่อกลับมาบนพื้นดิน ก็ถึงเวลาเดินทางต่อไปที่เมืองฮิไรสุมิ ที่มีวัดและศาลเจ้าที่โด่งดัง ซึ่งมีสถานที่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกด้วย

ทักโคคุ โนะ อิวายะ วัดมหัศจรรย์ติดหินผา

เราเรียกรถแท็กซี่จากจุดที่เราขึ้นเรือไปยังทักโคคุ โนะ อิวายะ หลังจากถึงแล้วก็ซื้อตั๋วและเดินเข้าไปข้างในก็จะเจอความมหัศจรรย์ของวัดแห่งนี้

takkoku no iwaya entrance
ทางเข้าที่จะไปยัง ทักโคคุ โนะ อิวายะ
takkoku no iwaya 1
ทักโคคุ โนะ อิวายะ คือวัดที่สร้างในหินหน้าผา จากมุมนี้จะเห็นว่าอยู่ในหินผาจริงๆ
takkoku no iwaya 2
ทักโคคุ โนะ อิวายะ มุมตรงๆ
takkoku no iwaya 3
สามารถเดินขึ้นเขาไปไหว้พระด้านบนได้ด้วย

ทักโคคุ โนะ อิวายะ คือวัดที่สร้างในหินหน้าผาเมื่อประมาณ 1,200 ปีก่อนในต้นยุคเฮอันเพื่อเป็นอนุสรณ์ของชัยชนะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีต่อชาวพื้นเมืองในตอนนั้น แต่เว็บไซต์ของวัดนี้เขียนไว้ว่าของจริงถูกเผาไปแล้ว ส่วนปัจจุบันเป็นวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ ผนังข้างในวัดอยู่ติดกับหินผาเลย ซึ่งคนญี่ปุ่นว่ากันว่าที่นี่เป็นสถานที่ต้นแบบของบ้านผู้เฒ่าฮิ ในแอนิเมชั่นเรื่อง Princess Mononoke ของสตูดิโอจิบลิ ดูแค่นี้ก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และความเก่งของคนญี่ปุ่นที่สร้างสิ่งก่อสร้างแบบนี้ขึ้นมาได้

แผนที่วัดทักโคคุ โนะ อิวายะ

วัดจูซนจิ มรดกที่สำคัญแห่งภูมิภาคโทโฮคุ

วัดต่อไปที่เราจะไปก็คือ วัดจูซนจิ  ซึ่งเป็นวัดที่ถูกเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้เป็น 1 ในมรดกโลกที่สำคัญแห่งภูมิภาคโทโฮคุ อาณาเขตวัดนั้นใหญ่มาก พูดง่ายๆ ก็คือเขาทั้งลูกเลย เส้นทางที่จะเดินขึ้นไปจนถึงตัววัดนั้นเต็มไปด้วยป่าทึบ ซึ่งทางเดินนี้คือทางเดินขึ้นไปยังวิหารทองคำ ซึ่งถือเป็นส่วนหลักของวัดนี้

chusonji 1
วัดจูซนจินั้นตั้งอยู่บนเขา ทางเดินที่จะขึ้นไปด้านบนจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย
chusonji 2
ระหว่างทางก็จะมีวัดและอาคารเก่าๆ มากมายซ่อนอยู่

ตามประวัติของวัดว่าไว้ว่า วัดจูซนจินั้นถูกสร้างขึ้นก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคโทโฮคุช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 11 แรกเริ่มที่ก่อสร้างนั้น ภายในวัดมีอาคารและเจดีย์มากกว่า 40 หลัง แต่ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารและเจดีย์หลายหลังถูกทำลายลงไปมาก ทำให้เหลือให้เห็นไม่มากนักในปัจจุบัน และถ้าสังเกตตัวอาคารดีๆ บางหลังจะยังคงรักษาการสร้างแบบหลังคาสมัยก่อนเอาไว้อีกด้วย

chusonji 3
ซื้อตั๋วกันก่อน โดยจะสามารถเข้าไปดูในพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของวัดแห่งนี้ และ เข้าไปดูวิหารทองคำได้ (ห้ามถ่ายรูปทั้งสองที่)

ไฮไลท์ของที่แห่งนี้คือ วัดวิหารทองคำ ที่อยู่สูงขึ้นไปบนเขา ที่เรียกแบบนั้นก็เพราะว่าทั้งวิหารนั้นสร้างมาจากทองคำจริงๆ ของจริงมองด้วยตาแล้วรู้สึกอลังการมาก แต่ว่าก็น่าเสียดายตรงที่ไม่สามารถถ่ายรูปเอาไว้ได้

chusonji 4
วัดวิหารทองคำ ซึ่งข้างในนั้นจะมีวิหารทองคำอยู่จริงๆ แต่ว่าห้ามถ่ายรูป

ปัจจุบันตัววิหารทองคำนั้นถูกเก็บรักษาในอาคารหลังใหญ่แทน เพื่อให้คนเข้าไปสักการะ และนอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ของวัดแห่งนี้ที่อยู่ข้างๆ กัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปศึกษาประวัติศาสตร์ของวัดได้

ส่วนอื่นๆของภายในอาณาเขตของวัดนี้ ที่เราก็สามารถเดินเข้าไปไหว้พระได้เช่นกัน
chusonji 5
บริเวณต่างๆ ภายในวัด

แผนที่วัดจูซนจิ

วัดมตสึจิ วัดมรดกโลกอันเก่าแก่

ส่วนวัดสุดท้ายที่เราไปในวันนี้คือ วัดมตสึจิ (Motsuji Temple) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมรดกโลกของเมืองนี้เหมือนกัน วัดนี้โด่งดังมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะสามารถเห็นใบไม้สีแดง ส้ม และเหลือง ซึ่งน่าจะสวยงามมากจริงๆ ว่ากันว่าสมัยยุครุ่งเรืองเคยมีอาคารวัดกว่า 400 หลังเลยทีเดียว แต่ถูกเผาทำลายไปในช่วงสงครามโลก ส่วนอาคารที่เหลืออยู่อย่างอุโบสถหลักสีแดงที่มีพระพุทธรูปตั้งแต่สมัยเฮอันก็ได้รับการบำรุงรักษาไว้ได้ค่อนข้างดี

motsuji
วัดมตสึจิท่ามกลางสายฝน

น่าเสียดายที่วันนั้นฝนตกหนักมาก ท้องฟ้าเลยขมุกขมัว ไม่ว่าจะย่างก้าวไปทางไหนก็เปียกแฉะไปหมด… ไว้ถ้ามีโอกาสจะกลับมาแก้ตัวใหม่คราวหน้านะคะ

motsuji 2
จุดที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ สวนที่มีบ่อน้ำใหญ่ตรงกลางแห่งนี้ และมุมนี้เป็นมุมยอดนิยมสำหรับการถ่ายรูปค่ะ
motsuji 3
วิวตรงจุดนี้ของบ่อน้ำในมุมอื่นๆ
motsuji 4
วิวบ่อน้ำในมุมอื่นๆ
motsuji 5
ทางน้ำไหลลงไปยังบ่อน้ำ
motsuji 6
ถ้าเดินไปด้านในสุดของบ่อน้ำก็จะเจอที่ให้ไหว้พระได้ด้วย

ส่วนที่ดังที่สุดคือสวนที่มีบ่อน้ำตรงกลาง ซึ่งในฤดูใบไม้แดงนั้นโด่งดังมากในระดับภูมิภาคโทโฮคุเลยทีเดียว ด้วยการออกแบบที่ลงตัวทำให้องค์การยูเนสโก้ถึงกับยกย่องให้วัดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งมรดกโลกเลยทีเดียว

motsuji 7
ต้นไม้บางต้นก็จะเริ่มเปลื่ยนสีเป็นสีแดงบ้างแล้ว

แผนที่วัดมตสึจิ

หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจทัวร์ในวันนี้ เราก็นั่งรถไฟชินคันเซนกลับไปเมืองโมริโอกะ เพื่อจะไปกินอีกหนึ่งในสามอาหารประเภทเส้นของอิวาเตะกัน เมนูในวันนี้ได้แก่ วังโกะโซบะ ซี่งเป็นหนึ่งในอาหารเส้นต้องลองประจำจังหวัดอิวาเตะ ที่ร้านอาหาร Azumaya Honten ค่ะ

วังโกะโซบะ เมนูนี้ขอท้าให้กินให้ถึง 100 ชาม!

azumaya honten
ร้าน Azumaya Honten ที่เราจะมาทานวังโกะโซบะกัน

ร้านอาหารร้านนี้มีลักษณะเป็นอาคารไม้สองชั้นแบบญี่ปุ่นสมัยก่อน เมื่อไปถึงร้านเค้าจะให้เราขึ้นไปชั้นที่สองเลย เพราะว่าชั้นแรกนั้นจะขายเซ็ทโซบะปกติ ส่วนชั้นสองจะขายเฉพาะวังโกะโซบะเท่านั้น

หลังจากทางร้านจัดของให้พวกเราเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาเริ่มกินกันเลย หลังจากเราเปิดฝาน้องพนักงานที่น่ารักก็จะเริ่มเทโซบะใส่ถ้วยของเราให้พร้อมกับเชียร์ให้เรากินเยอะๆ

wanko soba 1
หน้าตาของเซ็ทวังโกะโซบะ นอกจากโซบะแล้วยังมีเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น สาหร่าย ปลาดิบ เห็ด หัวไชเท้าขูด งา และอื่นๆ อีกมากมาย

วิธีกินคือลูกค้าจะถือถ้วยโซบะ แล้วพนักงานจะเสิร์ฟเส้นโซบะต้มเสร็จใหม่ๆ พอดีคำลงไปในถ้วยของเราเรื่อยๆ ค่ะ พอเราได้มาก็ยกเข้าปากในคำเดียวได้เลย (ภาษาญี่ปุ่นเรียกถ้วยว่า โอะวัง เลยเรียกการกินโซบะแบบนี้ว่า วังโกะโซบะ) และไม่ใช่เพียงแค่โซบะ เค้ายังมีเครื่องเคียงไว้กินแก้เลี่ยนหรือเปลี่ยนรสชาติอย่างน้อย 5 อย่างขึ้นไป เช่น สาหร่าย ปลาดิบ เห็ด หัวไชเท้าขูด งา และอื่นๆ อีกมากมาย

wankosoba2
วังโกะโซบะหนึ่งคำก็จะประมาณในถ้วยที่เราถ่ายมา

วังโกะโซบะมีเอกลักษณ์ตรงที่เราสามารถกินเส้นโซบะได้ไม่อั้น!! แล้วพนักงานเชียร์ที่นี่เขาจะไม่–ปล่อย–ให้–ชามเราว่าง!!

น้องพนักงานที่คอยเติมเส้นใส่ถ้วยเราจะไม่หยุดเติมจนกว่าเราจะปิดถ้วยหนีเขาเลยค่ะ! แถมเวลาเชียร์ให้เรากินเยอะๆ ก็ตลกดีตรงที่เขาจะคอยพูดว่า “mada-mada (ยังได้อีก)”, “Hai, jan jan! Hai don don! (กินอีก–กินอีก!)”, “Hai, mou-ippai (เอ้า, อีกชามนึง!)”,และ “Hai, ganbatte (เอ้า พยายามเข้า)” ตลอดเวลาที่เติมเส้นลงไปในชามเรา

พอได้ฟังแบบนั้นแล้ว โอ้ววว รู้สึกโดนท้าทาย!! ต้องกินอีก!! กินไปเรื่อยๆ พอเราเริ่มอิ่ม หรือเริ่มหยุด เด็กเชียร์บางคนจะพูดว่า “ไม่เอาแล้วเหรอ?”,”ยอมแพ้แล้วเหรอคะ?” แนวปลุกให้เรากินอีกไปเรื่อยๆ

ที่ร้านนี้ ถ้าเรากินได้เกิน 100 ถ้วย เขาจะให้ไม้เขียนสถิติของเราเป็นของที่ระลึกด้วยนะ ซึ่งโดยปกติแล้วคนทั่วไป ผู้ชายจะกินได้ประมาณ 80 ถ้วย ส่วนผู้หญิงจะได้ระมาณ 50 ถ้วยค่ะ

wankosoba3
วังโกะที่พวกเราสองคนจัดการไป ทางพนักงานเองก็ตกใจไม่คิดว่าพวกเราจะกินได้เยอะกันขนาดนี้
wankosoba4
ถ้ากินเกิน 100 ชามละก็ เราจะได้ใบประกาศที่เป็นไม้มาเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย (ใครกินไม่ถึงจะได้แค่แผ่นกระดาษธรรมดา)

จริงๆ แล้วร้านอาหารที่เสิร์ฟวังโกะโซบะนี้มีเพื่อเป็นร้านที่คอยเอาใจหรือเน้นการบริการที่ประทับใจลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเขาจะเอาโซบะมาเสิร์ฟเป็นคำๆ ถึงชามที่ลูกค้าถือเลย ลูกค้าแทบจะไม่ต้องกัดหรือดูดเส้นโซบะด้วยตัวเองเลยค่ะ แถมพนักงานเขาก็จะคอยดูตลอดว่าเรากินเร็วหรือช้าระดับไหน และต่อให้กินเยอะเท่าไร ขออะไรเพิ่ม ก็ไม่คิดเงินเพิ่ม ให้กินเส้นโซบะได้เต็มที่ไม่จำกัดโดยที่ลูกค้าไม่ต้องคิดถึงเงินจะเสียเพิ่มเติมจากราคาที่ตั้งเอาไว้เลย

และด้วยประการทั้งปวงนี้ วังโกะโซบะจึงเป็นอาหารที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ถ้ามีโอกาสแวะมาเที่ยวแถบนี้ สุดท้ายเราก็จบกันไปด้วยสถิติเกินร้อยทั่วคู่ (135 ถ้วยกับ 101 ถ้วยจ้าา) บอกเลยว่าตอนแรกกะกินกันขำๆ ได้เกินห้าสิบถ้วยก็พอ แต่ไหงกลายเป็นเกินร้อยถ้วยไปได้ก็ไม่รู้ เพราะงั้นบอกเลยว่าเพื่อนๆ เองก็ทำได้เช่นกันถ้าไม่ยอมแพ้ ต้องสู้!

แผนที่ร้าน Azumaya Honten

Bank of Iwate Red Brick Building
Bank of Iwate Red Brick Building ธนาคารเก่าแก่ของเมืองโมริโอกะที่สร้างด้วยอิฐสีแดง ดูไปแล้วก็คล้ายสถานีรถไฟโตเกียวเลย

เมื่ออิ่มท้องจนไม่ไหวแล้ว เราก็เลือกที่จะเดินกลับโรมแรมกัน โดยระหว่างทางก็ผ่าน Bank of Iwate Red Brick Building อาคารอิฐสีแดงและแกรนิตสีขาวซึ่งเป็นธนาคารเก่าแก่ของเมืองโมริโอกะ ใครมองแล้วก็ต้องคิดว่าเหมือนกับสถานีรถไฟโตเกียว ซึ่งก็ไม่แปลกค่ะเพราะมีผู้ออกแบบคนเดียวกันคือ คุณมันจิ คาไซ และคุณคินโงะ ทันสึโนะ ที่เป็นผู้ออกแบบอาคารที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อีกมากมายในญี่ปุ่นนั่นเอง

แค่ 3 วันแรกก็ได้ทั้งเที่ยวทั้งกินแบบจุใจมากๆ เลยค่ะ แต่ทริปของเรายังไม่จบแค่นี้ ไปติดตามการเที่ยวโทโฮคุของเราในอีก 2 วันที่เหลือได้ที่ ทริปตะลุยญี่ปุ่นตอนเหนือ นั่ง Joyful Train สัมผัสเสน่ห์โทโฮคุ [ตอนจบ] ยังมีไฮไลท์เด็ดมาอวดเพื่อนๆ อยู่อีกเยอะเลยละค่า~

รู้หรือไม่? เราสามารถเที่ยวทริปนี้อย่างสะดวกและสบายกระเป๋าได้อีกนะ!

ใช่ค่ะ! สำหรับเพื่อนๆ ที่เดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่น (ไม่ได้ถือวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน ฯลฯ) สามารถซื้อบัตร JR EAST PASS (Tohoku Area) เพื่อใช้ขึ้นรถไฟทั่วไป รวมถึงรถบัสในเครือ JR (อย่างรถบัสไปทะเลสาบโทวาดะ) และรถไฟ Joyful Train ได้ไม่จำกัดจำนวนรอบเป็นเวลา 5 วัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ JR EAST PASS (Tohoku Area) และสิทธิพิเศษอื่นๆ เฉพาะผู้ถือบัตรได้ที่นี่เลย!      สล็อตเว็บตรง

JR East Pass (Tohoku Area)

Categories
BLOG

อัปเดต 4 โรงแรมใหม่ในโตเกียวที่มาพร้อมคาเฟ่สุดชิค ครบจบในที่เดียว

ตอนนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะโหยหาการไปเที่ยวญี่ปุ่นมาก เพราะปีที่ผ่านมารวมถึงตอนนี้เราก็แทบไม่ได้ออกไปเที่ยวกันเลย มีใครที่หายใจเข้า-ออกเป็นญี่ปุ่นเหมือนกับเราบ้าง ? วันนี้เรามีโรงแรมที่เปิดใหม่ ๆ ในโตเกียว 4 แห่งมานำเสนอ นอกจากแต่ละที่จะมีความชิคที่น่าไปลองพักแล้ว จุดขายของแต่ละโรงแรมยังมี “คาเฟ่ประจำโรงแรม” ด้วยนะ จะมีที่ไหนบ้าง ตามมาอัปเดตแล้วปักหมุดในทริปถัดไปได้เลย

LANDABOUT TOKYO – ランダバウトトーキョー

 

LANDABOUT TOKYO – ランダバウトトーキョー เป็นโรงแรมที่เพิ่งเปิดมาไม่นานในย่านอุกุอิสุดานิ (Uguisudani) มีการตกแต่งแบบชิค ๆ เหมือนโรงแรมในต่างประเทศ ทั้งการทาสีสันสดใส การตกแต่งด้วยไฟนีออน หรือการใช้ภาษาอังกฤษในป้ายบอกตำแหน่งต่าง ๆ แต่ไฮไลต์น่าจะอยู่ตรงพวกของใช้ของแต่ละห้องอย่างสบู่เหลวอาบน้ำหรือยาสระผมที่รับรองว่าถ้าเอาไปถ่ายรูปลงไอจีจะต้องมีคนตามมากดไลก์กันรัว ๆ

 

 

 

ที่ LANDABOUT TOKYO มีคาเฟ่ประจำโรงแรมชื่อ LANDABOUT Table – ランダバウト テーブル ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 เมนูอาหารก็ค่อนข้างหลากหลาย มีตั้งแต่ของหวานอย่างพาร์เฟ่ต์ กาแฟลาเต้อาร์ต ไปจนถึงของคาวอย่างพาสต้า ถ้าใครไม่ได้พักที่นี่ แต่อยากจะมารับประทานอาหารที่คาเฟ่อย่างเดียวก็สามารถมาได้

 

 

 

ที่ตั้ง: 3 Chome-4-5 Negishi, Taito City, Tokyo 110-0003, Japan
การเดินทาง: จากสนามบิน Haneda มาลงปลายทางที่ JR Uguisudani เดินต่ออีกประมาณ 3 นาที (ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 38 นาที)
จากสนามบินนาริตะ มาลงปลายทางที่ JR Uguisudani เดินต่ออีกประมาณ 3 นาที (ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 45 นาที)
เว็บไซต์: landabout.com

MUSTARD HOTEL – マスタードホテル

 

โรงแรมต่อมาที่จะแนะนำคือ MUSTARD HOTEL – マスタードホテル สาขาชิบุย่า (Shibuya) ที่ตั้งอยู่ในตึกชิบุย่า บริดจ์ บี (Shibuya Bridge B) ศูนย์รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ชิค ๆ ที่น่าไปนั่งชิลล์ การตกแต่งของโรงแรม MUSTARD HOTEL จะเน้นสีขาวและไม้ตามแบบญี่ปุ่นมินิมอล ตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ตรงส่วนกลางที่เป็นสีเหลืองมัสตาร์ดตามแบบชื่อโรงแรม

 

 

 

ร้านอาหารของ MUSTARD HOTEL มีชื่อเก๋ ๆ ว่าร้าน มีแกน – ミーガン (megan) เป็นคาเฟ่สไตล์นิวยอร์ก มาเริ่มต้นวันด้วยเมนูดี ๆ อย่างอาหารเช้าพร้อมกาแฟสักถ้วยของที่นี่กันเถอะ !

 

 

ที่ตั้ง: SHIBUYA BRIDGE B, 1-29-3 Higashi, Shibuya Tokyo Japan
เว็บไซต์: mustardhotel.com/shibuya/

hotel Shiro – ホテルシロ

 

hotel Shiro – ホテルシロ อยู่ในย่านอิเคะบุคุโระ (Ikebukuro) ที่นี่มีห้องพักสไตล์อบอุ่นหลายแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นแบบ Modern Japanese แบบ West Coast แนวโรงแรมตะวันตก หรือจะเป็นแนวนอนเต็นท์หรู ๆ แบบ Glamping ก็มี โดยแบบเต็นท์จะอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม

 

 

 

 

 

ร้านอาหารของที่นี่คือ CAFE SIROFUKURO – カフェシロフクロウ  ซึ่งแปลว่านกฮูกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของคาเฟ่นี้ด้วย คุณสามารถทานขนมปังจากร้านชื่อดังในกินซ่าอย่างร้านนิชิคาว่าได้ที่นี่ มาพักผ่อนแบบวิถีสโลว์ไลฟ์พร้อมทานของอร่อยกันได้ในที่นี่ที่เดียว

 

 

ที่ตั้ง: 2 Chome-12-12 Ikebukuro, Toshima City, Tokyo 171-0014, Japan
การเดินทาง: จากสนามบิน Haneda มาลงปลายทางที่ JR Ikebukuro (ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 60 นาที)
จากสนามบินนาริตะ มาลงปลายทางที่ JR Ikebukuro (ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 90 นาที)
เว็บไซต์: hotel-siro.jp

Cen Diversity Hotel & café – セン ダイバーシティ ホテル & カフェ

 

โรงแรมสุดท้ายที่จะแนะนำในวันนี้คือ Cen Diversity Hotel&café – セン ダイバーシティ ホテル & カフェ ที่ตกแต่งแบบอบอุ่นและน่าพักมาก ที่นี่อยู่แถวชินโอคุโบะ (Shin-Okubo) ซึ่งเป็นย่านที่มีคนต่างชาติอยู่เยอะ (โดยเฉพาะคนเกาหลี) มีห้องพัก 44 ห้อง และมีคาเฟ่อยู่บริเวณด้านหน้า  สล็อตเว็บตรง

 

 

ร้านอาหารที่อยู่ด้านหน้าของโรงแรมคือร้าน CEN CAFE – センカフェ มีเมนูให้เลือกเยอะ สามารถเลือกเครื่องดื่มแบบเบา ๆ ตั้งแต่ชาไข่มุกไปจนถึงแบบค็อกเทลหรือแอลกอฮอล์หนัก ๆ ได้ ส่วนอาหารแนะนำจะเป็นพวกวาฟเฟิล ถึงจะไม่ได้มาพักที่นี่ แต่ถ้ามาเดินช้อปปิ้งแถวชินโอคุโบะเมื่อไรก็สามารถมานั่งดริงก์กันกับเพื่อน ๆ ได้

 

 

 

ที่ตั้ง: 1 Chome-5-19 Hyakunincho, Shinjuku City, Tokyo 169-0073, Japan
เว็บไซต์: hotelcen.com

Categories
BLOG

ชี้เป้าครัวซองต์จาก 5 ร้านเบเกอรี่เจ้าเด็ดในโอกินาวะ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในตอนนี้กระแสความนิยมของครัวซองต์ในบ้านเรากำลังมาแรงโดยเฉพาะในโลกโซเชียล มีร้านดังๆ หลายร้านที่ถึงขนาดต้องสั่งจองครัวซองต์กันข้ามเดือนเลยทีเดียว

ที่ญี่ปุ่นเอง ในระยะหลังมานี้คนก็เริ่มนิยมบริโภคขนมปังกันมากขึ้น เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมามีการสำรวจโดยบริษัท JMA Consultants โดยสอบถามคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 15 – 79 ปี กว่า 1,300 คนทั่วประเทศ พบว่ากว่าร้อยละ 90 ชอบรับประทานขนมปัง นอกจากนี้ขนมปังประเภทที่คนโหวตให้ว่าชอบมากที่สุดคือ “ครัวซองต์” นั่นเอง

ร้านครัวซองต์ในโอกินาวะ

จังหวัดโอกินาวะ เป็นหมู่เกาะที่แยกตัวมาค่อนข้างห่างจากเกาะหลักของญี่ปุ่น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนี้มีวัฒนธรรมหรือแม้แต่ภาษาที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อีกทั้งมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอเมริกันอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะเห็นว่ามีร้านขนมปังหรือเบเกอรี่อยู่หลายแห่ง

นอกจากนี้ ผู้เขียนเองก็ได้ยินมาว่ามีเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดโอกินาวะซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในหมู่นักดำน้ำ ชื่อ “มินนะจิมะ” (水納島) ได้รับการตั้งชื่อเล่นว่าเป็น “เกาะครัวซองต์” เพราะรูปร่างของเกาะที่ดูจากมุมสูงแล้วเหมือนกันครัวซองต์นั่นเอง

 

ไหนๆ เราก็เห็นว่าครัวซองต์มีความเชื่อมโยงกับโอกินาวะแล้ว ผู้เขียนจึงคัดเลือกร้านเบเกอรี่เจ้าดังในโอกินาวะที่ขายครัวซองต์แสนอร่อยมาแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักทั้งหมด 5 ร้านด้วยกัน

ร้านที่ 1: Zazou

 

ร้านเบเกอรี่เล็กๆ อายุกว่า 30 ปี ที่มีการตกแต่งด้วยโทนสีอิฐและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นไม้ แลดูอบอุ่น แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ขายเบเกอรี่มากมายหลายชนิด

นอกจากครัวซองต์แล้ว สินค้าขายดีของร้านยังมีพวกขนมปังเปลือกแข็งอย่างบาแก็ต (Baguette) และเดนิช (Danish) หน้าผลไม้ต่างๆ แถมในช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาส ทางร้านก็มีออกสินค้าพิเศษให้เข้ากับเทศกาล ทำให้ลูกค้ารอคอยและลุ้นว่าร้านจะนำเสนอขนมปังอะไรออกมาให้ลองชิมกันอีกด้วย

 

 

พิกัดร้าน Zazou
2 Chome-15-1 Central, Okinawa, 904-0004, Japan

ร้านที่ 2: Croissant Shop Kouign (クロワッサンの店クイニー)

 

เป็นร้านเบเกอรี่ที่เชี่ยวชาญการทำครัวซองต์โดยเฉพาะ ทำให้ที่ร้านมีครัวซองต์สารพัดแบบมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ เช่น เมเปิ้ลครัวซองต์ คาราเมลครัวซองต์ ครัวซองต์ไส้นมข้น หรือแม้แต่ครัวซองต์ไส้นามะช็อกโกแลต (ช็อคโกแลตสด)

 

แต่ที่ร้านก็ไม่ขายแต่ครัวซองต์เพียงอย่างเดียว ในแต่ละวันจะมีขนมปังชนิดอื่นเวียนกันมาให้ลูกค้าให้ลิ้มลองเช่นกัน อย่างขนมปังคาราเมลพุดดิ้ง หรือเฟรนช์โทสต์ (French toast) ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

 

พิกัดร้าน Croissant Shop Kouign
1 Chome-187-8 Shurisueyoshicho, Naha, Okinawa 903-0801, Japan

ร้านที่ 3: BOULANGERIE BZ

 

สินค้าขายดีของร้านนี้ก็หนีไม่พ้น “ครัวซองต์จิ๋ว” ที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มชุ่มเนย แถมด้านบนจะเคลือบด้วยไซรัปทำให้มีรสหวานอ่อนๆ เรียกได้ว่าลูกค้าที่มาซื้อครัวซองต์จิ๋วร้านนี้นิยมซื้อกลับบ้านกันไปอย่างต่ำเป็นสิบชิ้นเลยทีเดียว

 

นอกจากครัวซองต์แล้ว ที่ร้านยังมีเบเกอรี่ให้เลือกอีกสารพัดชนิด เช่น ขนมปังไส้ครีม ขนมปังไส้กรอก สโคนและพายชนิดต่างๆ ละลานตาจนเลือกซื้อกันไม่ถูกเลยทีเดียว

 

พิกัดร้าน BOULANGERIE BZ
368-22 Sakuraso building, Yogi, Naha, Okinawa 902-0076, Japan

ร้านที่ 4: Maybe Bakery

 

ร้านเบเกอรี่สุดเก๋ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายหาดอาราฮะ (アラハビーチ) ธีมของร้านตกแต่งให้ดูเหมือนร้านขนมปังน่ารักๆ แถบชานเมืองในยุโรป

ครัวซองของร้านนี้ขึ้นชื่อว่าอบได้สีเหลืองทองกำลังดี กรอบนอกนุ่มใน จนทำให้กลายเป็นสินค้าขายดีของร้าน นอกจากนี้พวกขนมปังเดนิชและพายไส้ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

 

 

 

เนื่องจากร้านมีขนาดไม่ใหญ่มากจึงไม่มีที่นั่งให้ลูกค้าและเน้นเป็นแบบซื้อกลับบ้าน หรือใครจะซื้อขนมปังที่ร้านแล้วเดินไปนั่งกินริมหาดอาราฮะก็น่าจะบรรยากาศดีไม่น้อยทีเดียว

พิกัดร้าน Maybe Bakery
2 Chome-18-6 Chatan, Nakagami District, Okinawa 904-0116, Japan

ร้านที่ 5: Banana Paradise

 

ร้านนี้อาจจะแตกต่างจาก 4 ร้านที่นำเสนอมาแล้วสักหน่อย เนื่องจากไม่ใช่ร้านที่ขายแค่เบเกอรี่เพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเด่นคือขนมและเครื่องดื่มที่ทำจากกล้วย (ตามชื่อร้าน) เช่น ขนมปังกล้วย คุกกี้ช็อกโกแลตกล้วย นมกล้วย ไอศกรีมกล้วย เป็นต้น

 

เมื่อไม่นานมานี้ ทางร้านได้ออกสินค้าใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกล้วย นั่นคือ “ครัวซองต์สารพัดไส้” รวมถึงครัวซองต์ไส้ “มันม่วง” ซึ่งถือเป็นของดังของจังหวัดโอกินาวะอีกด้วย

 

ปัจจุบันร้าน Banana Paradise มีสาขาในจังหวัดโอกินาวะ 2 ร้าน คือที่สนามบินนาฮะ (สนามบินประจำจังหวัด) และสาขาในห้างดองกิโฮเต้ ในเมืองนาฮะ

พิกัดร้าน Banana Paradise

สาขาดองกิโฮเต้ ชั้น 1

สาขาสนามบินนาฮะ Domestic Terminal ชั้น 2

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 ร้านเบเกอรี่ที่ผู้เขียนได้แนะนำไป หวังว่าคงจะถูกใจคนที่ชอบรับประทานขนมปัง (โดยเฉพาะครัวซองต์) ไม่มากก็น้อย

หากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวโอกินาวะก็ลองไปตามรอยลองชิมขนมปังจากร้านเหล่านี้กันดู จะได้ไปพิสูจน์ว่าอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือเปล่านะคะ    สล็อตเว็บตรง

Categories
BLOG

ต้อนรับฤดูร้อนของญี่ปุ่นด้วย “โซบะ” จาก 7 ร้านดังในกรุงโตเกียว

ถ้าพูดถึงอาหารคลายร้อนของญี่ปุ่น นอกจากแตงโมและไอศกรีมแล้ว “โซบะ” ก็เป็นเมนูฮิตอีกเมนูที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ เส้นโซบะเรียวเล็ก ลื่นคอ พร้อมกับกลิ่นโซบะจากธรรมชาติช่วยให้เราลืมอากาศร้อน ๆ ได้ดีทีเดียว วันนี้เราจะพาไปชิมโซบะเจ้าดัง 7 เจ้าในกรุงโตเกียวกัน ใครชื่นชอบอาหารประเภทเส้นห้ามพลาดเลยล่ะค่ะ

ร้านเคียวระกุเท (蕎楽亭)

 

เส้นโซบะของร้านเคียวระกุเทมีจุดเด่นที่ความเรียวเล็ก ละเอียดนุ่มนวล กินคู่กับเท็มปุระสุดพิเศษของทางร้าน ถ้าถามว่าอร่อยแค่ไหน ก็อร่อยถึงขนาดว่าทางร้านเปิดร้านที่ขายเฉพาะเท็มปุระให้แก่ลูกค้าที่จองมาเพียงวันละ 1 กลุ่มเท่านั้น ที่ตั้งร้านก็อยู่ในย่านหรูหราอย่างคากุระซากะ พิเศษขนาดนี้ต้องลองไปกินสักทีนะคะ

ร้าน Soba&Co.

 

ไปที่ร้านโซบะที่ชื่อสุดแสนจะโมเดิร์นอย่างร้าน Soba&Co. กันบ้าง บางคนอาจจะคิดว่าชื่อร้านดูทันสมัยแบบนี้ โซบะจะไม่ใช่รสดั้งเดิมหรือเปล่า แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เส้นโซบะของร้านนี้รสชาติอร่อยถูกต้องตามแบบฉบับดั้งเดิมของเส้นโซบะแน่นอน แต่เมนูที่มาจับคู่กับโซบะนั้นมีความโมเดิร์นอยู่ด้วย ช่างเป็นร้านที่ผสมผสานความเก่าแก่และความทันสมัยเข้ากันได้อย่างดี สำหรับวัยรุ่นที่ทานเยอะหน่อยก็มีเมนูเซ็ตโซบะกับมินิดงบุริ ในราคาย่อมเยาเพียง 1,500 เยนเท่านั้น ใครทานเก่ง ๆ นี่แนะนำว่าต้องไปค่ะ

ร้านเทอุชิโซบะโอะซาวะ (手打ち蕎麦おざわ)

 

เราไปต่อกันที่ร้านโซบะในย่านท่องเที่ยวอย่างอาซากุซะกันบ้าง ร้านเทอุชิโซบะโอะซาวะนี้มีจุดเด่นอยู่ที่เส้นค่ะ ปกติแล้วเส้นโซบะจะเรียว ๆ เล็ก ๆ ใช่ไหมคะ แต่เส้นโซบะของร้านนี้บอกเลยว่าอ้วนท้วนน่ากินมากค่ะ อ้วนจนแทบจะเข้าใจผิดว่าเป็นเส้นอุด้งกันเลยทีเดียว เวลากัดเข้าไปจะทำให้เราได้รสและกลิ่นของโซบะมากขึ้นแน่ ๆ ใครที่ไปเที่ยวอาซากุซะ อย่าลืมแวะไปลิ้มลองกันได้นะคะ

ร้านฮามะโชคาเนโกะ (浜町かねこ)

 

ถ้าใครไปแถวนิฮงบาชิแล้วเกิดอยากกินโซบะขึ้นมาละก็ต้องร้านฮามะโชคาเนโกะนี้เลยค่ะ เส้นโซบะของที่นี่ตัดด้วยมือ เส้นเล็กบางราวกับเส้นไหม พอกินเส้นโซบะเย็น ๆ คู่กับเท็มปุระที่ทอดมาร้อน ๆ แล้ว บอกได้เลยว่าต้องกลับมาซื้อร้านเดิมอีกแน่

ร้านโอโซบะโนะชิราคาเมะ (お蕎麦のしらかめ)

 

เพื่อน ๆ คนไหนอยากลิ้มรสโซบะในบ้านเก่าแบบโบราณ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ห้ามพลาดร้านโอโซบะโนะชิราคาเมะ เพราะร้านนี้ห่างจากสถานีเคียวโดมากพอสมควร ทำให้ไร้ความวุ่นวาย อีกทั้งตัวร้านยังเป็นบ้านเก่าแบบโบราณของญี่ปุ่นอีกด้วย เส้นโซบะของที่นี่เป็นแบบเส้นเรียวเล็ก ลื่นคอ กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ถ้าไปตอนเย็นละก็ จะได้พบกับเมนูสุดพิเศษอย่างเป็ดย่างอีกด้วย เนื้อเป็ดนุ่มลิ้นย่างออกมาได้พอดีมาก ๆ เลยค่ะ

 

ร้านโทชิอัน (利庵)

 

มาที่ร้านโซบะในย่านที่อยู่อาศัยหรูหรากันบ้าง ร้านโทชิอันตั้งอยู่ในย่านชิโระคาเนะได เมนูเด่นของที่นี่คือโซบะเป็ด โดยเคล็ดลับอยู่ที่การปรุงเป็ดแยกกับน้ำซุปสำหรับโซบะ ทำให้เนื้อเป็ดนุ่มนวลแทบละลายในปาก ส่วนเมนูที่แฟนพันธุ์แท้ของร้านนี้กระซิบมาว่าห้ามพลาดก็คือ อาราเระโซบะ หรือโซบะกับแป้งทอดฟู พออิ่มกับโซบะแล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยวาราบิโมจิของทางร้าน เป็นอันครบจบทั้งคาวหวานค่ะ

ร้านโอโซบะโนะโคกะ (おそばの甲賀)

 

มาปิดท้ายกันที่ร้านโซบะเก่าแก่ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 1874 เจ้าของร้านคนปัจจุบันได้ไปขัดเกลาฝีมือทำโซบะมาเกือบ 14 ปี เป็นร้านโซบะเล็ก ๆ ที่คอยให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิดและใส่ใจ เมนูเด่นของที่นี่มีทั้งเมนูสุดหรูอย่างโซบะท็อปปิ้งอุนิหรือไข่หอยเม่น ไปจนถึงเมนูแสนธรรมดาที่กินได้ทุกวันอย่างโซบะกับซุปซึดะชิที่มีรสเปรี้ยวคล้ายมะนาว สร้างความสดชื่นให้กับหน้าร้อนค่ะ

เพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบอาหารประเภทเส้นอย่าลืมแวะเวียนไปชิมโซบะของแต่ละร้านกันได้ แล้วอย่าลืมมาเล่าให้ฟังด้วยว่าชอบของร้านไหนมากที่สุดนะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

ขนมหวานฤดูหนาว จาก 9 คาเฟ่ในโตเกียว (ตอนที่ 2)

มาต่อกันอีก 4 ร้าน กับ ขนมหวานฤดูหนาว จาก 9 คาเฟ่ในโตเกียว (ตอนที่ 1) ไปดูกัน!

ย้อนอ่านตอนแรก ที่นี่

Zarigani Cafe

 

 

ร้าน Zarigani Cafe ในชิบูย่า เสิร์ฟเมนูของว่างทานเล่นมากมาย แต่เมนูที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือ Apple Pie เรียกว่าใครไปใครมาก็ต้องสั่ง พายแอปเปิ้ลกรอบ ๆ ท็อปปิ้งด้วยไอศกรีมและซอสที่เลือกเองได้ทั้งคาราเมล ช็อกโกแลต เบอร์รี และอีกมากมาย ร้านนี้เปิดให้บริการจนถึงดึก แนะนำให้แวะมาทานหลังทานข้าว เป็นการปิดท้ายมื้อเย็นที่แสนเพอร์เฟค

Mikan Club

 

 

เปลี่ยนมู้ดมาเป็นขนมญี่ปุ่นกันบ้างค่ะ ร้านต่อมาคือ Mikan Club ในโอโมเตะซันโดะ ที่นี่มีโมจิหยดน้ำที่ขายดิบขายดี แต่ก็มีอีก 1 เมนูยอดนิยมคือ Mitarashi Dango ที่ให้ลูกค้าย่างบนเตาถ่านด้วยตัวเอง ทั้งสนุกทั้งได้กินของอร่อยในครั้งเดียว ซอสสำหรับดังโงะก็ไม่ได้มีเพียงซอสธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีทั้งเปเปรองชิโน่ ยูสุพริกไทย และแกงกะหรี่ สามารถเพลิดเพลินกับรสชาติที่ไม่เคยทานมาก่อน แถมดังโงะเนื้อหนึบก็ยิ่งทำให้วางไม่ลงเลยทีเดียว

CHAVATY

 

 

 

ร้านต่อมาคือ CHAVATY เดินจากสถานีโอโมเตะซันโดะประมาณ 5 นาที ร้านนี้เป็นร้านชานมที่ขึ้นชื่อในเรื่องขนมสโคนรสชาติเยี่ยม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการแวะพักทานขนมในระหว่างเดินช็อปปิ้ง แนะนำเป็นเซ็ตสโคนพร้อมชานม สโคนกรอบ ๆ เสิร์ฟพร้อม whip butter กับ honey nut fruit อยากจะทาอันไหนก็ตามใจชอบ ทานคู่กับชานม บอกเลยว่าอย่างฟิน!

MEALS ARE DELIGHTFUL

 

 

ร้านสุดท้ายคือ MEALS ARE DELIGHTFUL ในสวนสาธารณะโยโยงิ เมนูแนะนำคือ Pancake Rum Butter แพนเค้กของร้านนี้อบในชามเครื่องปั้นดินเผาแสนน่ารัก และนำออกมาเสิร์ฟให้แบบสด ๆ ร้อน ๆ แป้งแพนเค้กทั้งนุ่มและชุ่มฉ่ำเนย ทานคู่กับกาแฟร้อนเข้ากันมาก ๆ และใครที่ชื่นชอบเครื่องครัวจานชามน่ารัก ๆ ของร้านนี้ ก็สามารถซื้อได้ที่ชั้น 1 ของร้าน ซื้อกลับไปเป็นของฝากก็น่าสนใจนะ

หากในปีหน้าสถานการณ์ดีขึ้นแล้วสามารถไปเที่ยวได้ ก็ต้องแว้บไปสักหน่อยนะคะ น่าทานทุกอย่างเลยยย ^^  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

Categories
BLOG

ชวนท่องอดีต Jurassic World และศึกษาประวัติศาสตร์โลก! ที่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์จังหวัดฟุคุอิ

ฟุคุอิเป็นจังหวัดน่ารักๆ ติดทะเลในภูมิภาคชูบุ นอกจากธรรมชาติ และทัศนียภาพที่สวยงามแล้ว ฟุคุอิยังเป็นจังหวัดที่มีการขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์อีกด้วย ในบทความนี้จะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจ. ฟุคุอิที่นอกจากความสนุกแล้วยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย!

มาถึงก็เจอไอต้าวตัวใหญ่รอต้อนรับ !

 

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ในจ.ฟุคุอิ เป็นพิพิธภัณฑ์ทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยา โดยเน้นศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์เป็นหลัก ตั้งอยู่ในเมืองคัตสึยามะ จ.ฟุคุอิ ซึ่งเป็นแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญของญี่ปุ่น ภายในมีการจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ รวมถึงภาพจำลองสามมิติขนาดใหญ่ให้ได้รับชม เหมือนหลุดเข้าไปในโลกยุคจูแรสซิก ห้องนิทรรศการจะอยู่ภายในโดมสีเงินเนื้อที่กว่า 4,500 ตร. ม. แบ่งออกเป็นสามโซนได้แก่ โซนโลกไดโนเสาร์ โซนวิทยาศาสตร์โลก และ โซนต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต รับรองว่าต้องร้องว้าว แถมได้ความรู้ไปแบบจุกๆ แน่นอน!

โซนโลกไดโนเสาร์

 

จัดแสดงโครงกระดูกของซอริสเกีย (Saurischia) และออร์นิทิสเกีย (Ornithischia) รวม 44 ตัว จากทั้งหมดมี 10 ตัวทที่เป็นโครงกระดูกของจริง! ในโซนนี้เราจะได้เรียนรู้ชีวิตของไดโนเสาร์ตั้งแต่ฟักจากไข่รวมถึงวิถีชีวิตของพวกมัน นอกจากนี้ยังจัดแสดงฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ค้นพบภายในญี่ปุ่นและภายในจ. ฟุคุอิ เช่น ฟุคุอิแรปเตอร์ (Fukui Raptor) ฟุคุอิซอรัส (Fukuisaurus) และนิปปอนโนซอรัส (Nipponosaurus)

โซนวิทยาศาสตร์โลก

จัดแสดงเกี่ยวกับระบบธรณีศาสตร์ เช่น ตะกอนดิน ตะกอนทะเล ฟอสซิลที่ฝังอยู่ในตะกอน หิน แร่ธาตุ และอัญมณีต่างๆ ช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างโลก แผ่นทวีป และแผ่นมหาสมุทร รวมไปถึงระบบจักรวาล

โซนต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิต

จะอธิบายต้นกำเนิดของสิ่งที่ชีวิตที่เริ่มต้นมาจากทะเลขึ้นมาบนบก การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมต่างๆ ตามระยะเวลา เริ่มตั้งแต่วิวัฒนาการของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์มีกระดูกสันหลังกับพืช ฟังแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องยาก แต่ที่นี่นำเสนอผ่านสื่อวิดิทัศน์สามมิติเต็มรูปแบบ เข้าใจง่ายกว่าที่คิดไว้แน่นอน!

 

 

นอกจากนิทรรศการทั้งสามโซน ยังมีโซนให้ลองสวมบทบาทเป็นนักสำรวจขุดฟอสซิลไดโนเสาร์ รวมถึงมีห้องสมุด ห้องโสตวิดีทัศน์ ห้องแกลเลอรีเกี่ยวกับโลกดึกดำบรรพ์ ให้ได้เปิดประสบการณ์อีกด้วย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เด็กก็ดูได้ ผู้ใหญ่ก็ดูดี นักวิชาการก็ต้องร้องกรี๊ดออกมาด้วยความดีใจ เพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับทุกคนนั่นเองค่ะ  สล็อตเว็บตรง

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ใน จ. ฟุคุอิ
ที่ตั้ง : 51-11 Terao, Muroko-cho, Katsuyama-shi, Fukui, 911-8601, Japan
เวลาทำการ : 9:00 – 17:00
เว็บไซต์ : Fukui Dinosaur HP
แผนที่ :

Categories
BLOG

ร้านบุฟเฟต์เดือด ปิดประกาศเตือนลูกค้าที่แอบเอาอาหารไปทิ้งในห้องน้ำ “กรุณาอย่ามาที่ร้านนี้อีก”

ร้านบุฟเฟต์เดือด ปิดประกาศเตือนลูกค้า

ร้านบุฟเฟต์เดือด ปิดประกาศเตือนลูกค้า

“กรุณาอย่านำเอาอาหารที่ทานเหลือไปเททิ้งในชักโครกห้องน้ำ” ข้อความจากใบปิดประกาศหน้าห้องน้ำในร้านอาหารสไตล์อิซากายะที่มีบริการคอร์สอาหารบุฟเฟต์กำลังเป็นที่ถูกถึงในโลกโซเชียลของญี่ปุ่น

 

ใบปิดประกาศดังกล่าวอยู่ในแฟรนไชส์ร้านอาหารสไตล์อิซากายะในแถบคันไซ “Kamameshi to Kushiyaki Toriden” ซึ่งที่ร้าน Toriden มีกฎในการทานคอร์สบุฟเฟต์อยู่ว่า หากลูกค้าทานอาหารเหลือไว้ในปริมาณมาก จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมคนละ 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี) และก็ดูเหมือนว่าจะมีลูกค้าที่ต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าปรับนั้น จึงนำอาหารที่ทานเหลือไปเททิ้งในชักโครกห้องน้ำภายในร้านแทน

เนื้อหาบนใบปิดประกาศภายในร้านเขียนไว้ว่า

“ถึงลูกค้าที่ใช้บริการคอร์สอาหารบุฟเฟต์ทุกท่าน

ขอความกรุณาอย่านำเอาอาหารที่ทานเหลือไปเททิ้งในชักโครกห้องน้ำ
มันเป็นความผิดพลาดของท่านเองที่สั่งอาหารมากมายโดยไม่คำนึงถึงปริมาณว่าตนเองสามารถทานได้มากน้อยเพียงใด
และขอความกรุณาให้ท่านชำระเงินค่าธรรมเพิ่มเติมจากความผิดพลาดของท่านเองด้วย
แทนการได้รับเงินค่าธรรมเนียม ทางร้านของเราจะรู้สึกยินดียิ่งกว่าหากลูกค้าทานอาหารได้จนหมด

การนำวัตถุดิบอาหารที่เคยมีชีวิตไปเททิ้งในห้องน้ำถือเป็นพฤติกรรมที่แย่มากในฐานะมนุษย์
ขอความกรุณาลูกค้าที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวได้โดยไม่รู้สึกทุกข์ร้อนใจอย่ามาที่ร้านนี้อีก เพราะทางร้านของเรารู้สึกไม่สบายใจ”

หลังจากภาพถ่ายใบปิดประกาศถูกแชร์ออกไปบนโลกโซเชียล ก็มีคอมเม้นท์วิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของลูกค้า เช่น “เจอแบบนี้แล้วก็รู้สึกเห็นใจทางร้านขึ้นมาเลย”, “มีคนที่ทานเหลือแล้วเอาไปเททิ้งในห้องน้ำอยู่จริง ๆ เหรอเนี่ย?”, “แทนที่จะบ่ายเบี่ยงเรื่องจ่ายค่าปรับ คุณควรคิดนะว่ามันเสียมารยาทต่อเชฟทำอาหารมากแค่ไหน”, “มันน่าเศร้าที่บนโลกนี้มีคนที่ถ้าไม่หยิบเอาเรื่องแบบนี้ออกมาพูดตรง ๆ เขาก็จะยังไม่เข้าใจอยู่แบบนั้น”

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจจากบริษัท Asrapport ผู้ดูแลแฟรนไชส์ร้านอาหาร Toriden ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ใบปิดประกาศที่หน้าห้องน้ำดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่ร้านอาหารดังกล่าวเป็นการบริหารแฟรนไชส์โดยบริษัทอื่น และย้ำอีกว่า “ใบปิดดังกล่าวไม่ได้จัดทำขึ้นในนามของแบรนด์ Toriden และทางเราไม่ได้มีความประสงค์ที่จะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปแต่อย่างใด”

ทั้งนี้ พฤติกรรมสุดพิเรนทร์ในการนำอาหารไปเททิ้งในชักโครกเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะอาจส่งผลทำให้ท่อน้ำอุดตันได้ ไม่ว่าคุณจะมีเงินในการจ่ายค่าปรับอาหารบุฟเฟต์หรือไม่นั้น ก็ควรคำนึงถึงปริมาณอาหารที่สั่งและปริมาณอาหารที่คุณสามารถทานได้ด้วย  สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

แคมเปญพลิกวิกฤตเป็นโอกาส?! เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติในเกียวโตหายไป…

แคมเปญพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

แคมเปญพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเกียวโตเสนอข่าวว่า สถานที่ท่องเที่ยวในเกียวโตขณะนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงอย่างหนักเหตุเนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ุใหม่ (COVID-19) เจ้าของร้านค้าในย่านอาราชิยามะ(Ukyo-ku, Kyoto-shi) จึงร่วมมือกันจัดแคมเปญเรียกลูกค้าแบบพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเร่ิมแคมเปญนี้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แคมเปญพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ช่วงหลายปีมานี้ สถานที่ท่องเที่ยวในเกียวโตอย่าง สะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) หรือ Moon Crossing Bridge เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ถึงขนาดที่ว่าคนญี่ปุ่นที่เป็นแฟนเกียวโต ยังต้องถอย เจ้าของร้านค้าในย่านอาราชิยามะจึงรวมตัวกันประกาศว่า “ถ้าตอนนี้ละก็ จะได้สัมผัสกับอาราชิยามะแบบเดิม”

โพสเตอร์ภาพจิคุรินโนะโคะมิจิ(ป่าไผ่อาราชิยามะ), Monkey Park Iwatayama, สะพานโทเง็ตสึเคียว, ล่องเรือแม่น้ำ Hozu-gawa พร้อมมีข้อความออกแนวติดตลกว่า “#จิคุริน #อาราชิยามะ #ไม่มีคน”, “ไม่เห็นนานแล้ว ลิงเยอะกว่าคน” “ขอโทษนะ ก็สะพานโล่ง” “ตอนนี้ละก็ ไม่ต้องรอคิว ล่องเรือไม่อั้น” พร้อมกับไตเติ้ลตัวใหญ่ที่ว่า 「スイてます嵐山」 “อาราชิยามะว่างนะ” รวมทั้งหมด 4 แบบ จะถูกนำไปติดที่หน้าร้านค้า และตามสถานีรถไฟในโอซาก้าด้วย นอกจากนี้ยังจะโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียอีกด้วย

 

ไอเดียนี้เกิดจากการประชุมหารือของกลุ่มร้านค้าในย่านอาราชิยามะ หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศสั่งห้ามทัวร์จีนเที่ยวต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนักท่องเที่ยวจีนแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองหรือจากประเทศอื่นๆก็ลดลงหนักมาก ทำให้ยอดขายของร้านค้าร้านอาหารสำหรับกรุ๊ปทัวร์ลดลงเท่าตัว ในการประชุมนั้นมีการพูดถึงว่าอาจมีผลกระทบยาวนานไปถึงช่วงซากุระและโตเกียวโอลิมปิค ถึงสรุปกันว่าจะเปิดตัวแคมเปญดึงดูดลูกค้า โดยให้แต่ละร้านค้าเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันไวรัสอย่างทั่วถึงที่สุดทั้งการ ล้างมือ บ้วนปาก ฆ่าเชื้อโรคด้วยแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ในการประชุมมีบางความคิดเห็นที่เกรงว่าไอเดียนี้อาจไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้หรือไม่ แต่เพื่อข้ามผ่านวิกฤตสมาชิกที่ร่วมประชุมจึงพร้อมใจกันทำตามไอเดียดังกล่าว

ความเห็นชาวเน็ตญี่ปุ่นต่อแคมเปญ 「スイてます嵐山」 “อาราชิยามะว่างนะ”

เป็นข้อความที่เจ๋งมาก สมกับเป็นชาวเกียวโต ข่าวนี้สรุปก็คือ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เคยมีเยอะแยะตอนนี้แทบไม่มีแล้ว ช่วงเวลานี้ “การไม่ไปไหนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดเชื้อไวรัส” นั้นไม่มีความหมายอะไร คนที่ไปเที่ยวได้ก็อยากให้ไปเที่ยวนะ

อาจเป็นเรื่องไม่สมควร แต่นี่เป็นโอกาสที่คนญี่ปุ่นจะได้เที่ยวในประเทศแล้วนะ การที่จะมีแคมเปญพลิกวิกฤตของโรคระบาดเชื้อไวรัสนี้ก็เป็นเรื่องไม่แปลกอะไร

ก็ต้องทำมาหากิน ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจนะ แต่คิดว่าตอนนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการป้องการการแพร่เชื้อไวรัส ถ้าหากว่ามีการแพร่ระบาดมากกว่านี้ อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลย คนญี่ปุ่นเองก็จะไม่ออกไปไหนหรอก

นี่แหละคืออาราชิยามะที่แท้จริง ที่ผ่านมาไม่ปกติ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนในอาราชิยามะก็เบียดเสียดไปหมด

นอกจากการระบาดของเชื้อไวรัสในประเทศแล้ว เมื่อปีที่แล้วก็มีเรื่องการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม…เสียใจด้วย ตอนนี้ไม่รู้สึกอยากออกไปใช้เงินข้างนอกบ้านเลย

ตอนนี้มีคนติดเชื้อไวรัสโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเพิ่มขึ้น การเที่ยวในประเทศคงต้องเลื่อนไปก่อน ถ้าหากข่าวเร่ิมเงียบแล้วก็อยากไปเที่ยวเกียวโตนะ แต่คิดว่าคงอีกสักพักเลย

ข่าวนี้กลายเป็น topic ในทวิตเตอร์ และ yahoo news ญี่ปุ่นมีคนญี่ปุ่นเข้ามาคอมเม้นต์มากมาย ส่วนใหญ่คอมเม้นต์ออกไปในทางลบ แต่ก็มีบางความเห็นที่เข้าใจร้านค้าในเกียวโต สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่าเป็นไอเดียที่น่าสนใจสำหรับวิกฤตเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการเที่ยวเกียวโตแบบคนน้อย ๆ อีกด้วย

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Categories
BLOG

เริ่มแล้ว! เที่ยวบินขนส่งเฉพาะสินค้าของ ZIPAIR เส้นทางโตเกียว-กรุงเทพฯ

บินขนส่งเฉพาะสินค้าของ ZIPAIRโตเกียว-กรุงเทพฯ

บินขนส่งเฉพาะสินค้าของ ZIPAIRโตเกียว-กรุงเทพฯ

บินขนส่งเฉพาะสินค้าของ ZIPAIRโตเกียว-กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2020 ที่ผ่านมา เครื่องบินไฟลท์แรกของ ZIPAIR เที่ยวโตเกียว (นาริตะ) – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) ได้เริ่มให้บริการขนส่งสินค้าเป็นที่เรียบร้อย โดยมีกำหนดบินสัปดาห์ละ 4 ไฟลท์

จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ZIPAIR ได้ปรับกำหนดการจากเดิมเริ่มให้บริการผู้โดยสารวันที่ 14 พฤษภาคม 2020 เป็นการให้บริการขนส่งเฉพาะสินค้าแทน โดย ZIPAIR ได้ทำการ Code-sharing กับ JAL ที่เป็นบริษัทแม่

 

รูปภาพโดยคุณ Hitotsuboshi (@Hitotsuboshi787)

สำหรับไฟลท์แรกที่ให้บริการนั้นเป็นเที่ยวบินโตเกียว (นาริตะ) – กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) โดยมีสินค้าที่ขนส่งได้แก่ชิ้นส่วนเครื่องจักรและเคมีภัณฑ์เป็นต้น รวมทั้งหมด 13 ตัน และสำหรับเที่ยวกลับจากกรุงเทพฯ มีสินค้าที่ขนส่งได้แก่ฮาร์ดดิสก์และสินค้าโรงงานอื่นๆ ร่วม 17 ตัน นับเป็นปริมาณสินค้าที่เต็ม Capacity ของเครื่องบินทั้งสองไฟลท์

ในส่วนของการให้บริการขนส่งผู้โดยสารนั้น ด้วยข้อกำหนดจากรัฐบาลไทย ณ ขณะนี้จึงทำให้ยังไม่สามารถให้บริการได้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน และอาจจะยังต้องประเมินสถาการณ์ต่อในเดือนกรกฎาคมว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้หรือไม่ โดยทาง ZIPAIR จะประเมินสถานการณ์ควบคู่กับความต้องการของผู้โดยสารเพื่อดำเนินการต่อไป

 

รูปภาพโดยคุณ Hitotsuboshi (@Hitotsuboshi787)

แนะนำ! คนรักเครื่องบินชาวญี่ปุ่นผู้อยู่เบื้องหลังรูปประกอบ

สำหรับภาพสวยๆ ของเครื่อง ZIPAIR ที่ลงจอด ณ สนามบินสุวรรณภูมิในบทความนี้เป็นฝีมือของคุณ Hitotsuboshi (@Hitotsuboshi787) ชาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบและติดตามข่าวสารของสายการบินต่างๆ ของญี่ปุ่น รวมถึงนำเสนอเรื่องราวของการบินไทยและสายการบินต่างๆ ในสนามบินสุวรรณภูมิให้คนรักเครื่องบินทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นได้ติดตามกัน พร้อมเกร็ดความรู้และคลิปรีวิวที่น่าสนใจอีกมากมาย ใครที่ชื่นชอบเครื่องบินสามารถติดตามได้ทาง 2 ช่องทางนี้    สล็อตเว็บตรง

 

Twitter: @Hitotsuboshi787

Youtube: Hitotsuboshi/Aviation Channel

Categories
BLOG

เบียร์ SAPPORO ใหม่ต้องหยุดจำหน่ายชั่วคราวเพราะสะกดคำผิด!

เบียร์ใหม่หยุดจำหน่ายเพราะสะกดคำผิดเชื่อใจ

เบียร์ใหม่หยุดจำหน่ายเพราะสะกดคำผิดเชื่อใจ

เบียร์sapporoหยุดจำหน่ายเพราะสะกดคำผิดเชื่อใจ

จะบอกว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ ถ้าบนแพคเกจสินค้ามีคำที่สะกดผิดขึ้นมา เพราะกระทบถึงภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทโดยตรง

เบียร์ SAPPORO รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่ออาทิตย์ก่อนและมีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 12 มกราคมที่จะถึงนี้ต้องยกเลิกทั้งหมด ทางบริษัทประกาศหยุดจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการเพราะสะกดคำว่า LAGER ผิดเป็น LAGAR!

เบียร์ SAPPORO รุ่น KAITAKUSHI BAKUSHU SHITATE หรือเบียร์ที่จะพาคุณย้อนไปปีเมจิที่ 9 (ค.ศ.1876) ช่วงเวลาที่ชาวญี่ปุ่นก่อตั้งโรงงานเบียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเบียร์ SAPPORO ร่วมมือกับแฟมิลี่มาร์ทพัฒนารสชาติดั้งเดิมนี้ขี้นมา ตั้งใจให้เป็นรุ่นพิเศษวางจำหน่ายเฉพาะในร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท 16,300 สาขาเท่านั้น แต่แผนต้องมาพังไม่เป็นท่าเพราะมีคำสะกดผิดบนกระป๋อง น่าเสียดายแทนคอเบียร์จริงๆ ค่ะ

คำว่า LAGER ไม่ได้เพิ่งถูกนำมาใช้บนแพคเกจของเบียร์ SAPPORO เป็นครั้งแรก บนแพคเกจของเบียร์รุ่น SAPPORO LAGER BEER SINCE 1876 ที่ปัจจุบันวางจำหน่ายอยู่ก็มีคำนี้และสะกดคำว่า LAGER ได้อย่างถูกต้อง ไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ไงเหมือนกัน อย่างไรก็ดี ทางเบียร์ SAPPORO ขออภัยลูกค้าทุกท่านและยืนยันว่านอกจากเรื่องการสะกดคำแล้วไม่ได้มีปัญหาในส่วนอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์แต่อย่างใด    สล็อตเว็บตรง